แจ้งข่าวนักศึกษา012173

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2559

โอวาทหลักการครองตน(โลกถานะ) เรื่องลำดับที่ 7 ชุด วิถีล้านนา : ปทัสถานสังคมคุณภาพ

โอวาทหลักการครองตน(โลกถานะ)   [1]
              

ความย่อ
               โลกถานะ หรือ มูลโลก ฉบับ วัดหนองเงือก ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับจารีตหรือคลองในสิ่งที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติในการดำเนินชีวิต โดยมีเนื้อหาสาระเริ่มต้น เมื่อพญาสมันตราช ได้บัญญัติจารีตในการทำศพสำหรับคนตายในลักษณะต่าง ๆ เอาไว้  จารีตในการทำศพของเด็ก, หญิงตั้งครรภ์, พระภิกษุสามเณร-ศิษย์วัด และข้าทาส มีข้อที่ควรปฏิบัติและข้อห้ามในการดำเนินชีวิต เช่น การปลูกบ้านเรือน, การสร้างวัด กุฏิ วิหาร, การแต่งงาน หรือ ประกอบพิธีมงคลต่างๆ,  การซื้อไถ่ช้าง ม้า วัว ควาย ข้าทาส, วิถีการดำเนินชีวิต และลางบอกเหตุ เป็นต้น

ความเรียงสาระของเรื่อง
 โลกถานะ
               ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระรัตนตรัย ด้วยอานุภาพแห่งพระรัตนตรัยนี้ สิ่งใดที่กำลังคิดอยู่
ก็ตาม ขอให้สำเร็จตามความปรารถนาทุกประการเถิดฯ
               เมื่อแรกเริ่มตั้งภัทรกัปนี้ พระโคตมะพุทธเจ้าได้เสวยพระชาติเป็น พญาสมันตราชซึ่งเป็นพรหมที่จุติลงมาจากสวรรค์ชั้นอกนิฏฐพรหม พร้อมกับพรหมอีก 8 องค์ ลงมากินง้วนดิน จากนั้นอีกนานนักพรหมทั้งหลายก็ได้มีลูกหลานมามากมาย จึงได้สร้างบ้านแปลงเมืองขยายออกไป จากบ้านเล็กเมืองน้อยก็ขยายใหญ่ขึ้นเป็นเมืองใหญ่ 2 เมือง คนทั้งหลายที่อาศัยอยู่ใน 2 เมือง ต่างก็ปฏิบัติตามสิ่งที่เหมาะสมและดีงามที่ พญาสมันตราชได้บัญญัติไว้ จนกระทั่งมาถึงวันหนึ่งได้มีคนอยู่ 6 คน ได้ปฏิบัติในสิ่งที่แตกต่างไปจากที่บัญญัติไว้ จึงเกิดความละอายมากและกล่าวว่า ความตายนี้ดีกว่าอยู่เป็นคน เขาจึงปรารถนาที่จะตาย เมื่อ พญาสมันตราชทราบว่าเขาต้องการที่จะตาย ก็ได้กล่าวว่า เป็นเรื่องที่แปลกมากที่เขาทั้งหลายไม่เสียดายชีวิต ต้องการที่จะตาย จึงสมควรที่จะยกย่องในบรรดากษัตริย์ทั้งหลาย

คนตายในลักษณะต่างๆ
               เขาทั้ง 6 ได้ยิน พญาสมันตราช กล่าวเช่นนั้น ก็ต้องการที่จะตายตามที่ตนปรารถนา โดยที่ คนหนึ่งต้องการจมน้ำตาย   คนหนึ่งต้องการให้ฟ้าผ่าตาย คนหนึ่งต้องการเสือกัดตาย คนหนึ่งต้องการตกต้นไม้ตาย คนหนึ่งต้องการผูกคอตาย คนหนึ่งต้องการตายตามปกติ คือ เจ็บป่วยตาย ซึ่งเขาทั้ง 6 ก็ได้ตายตามที่ตนต้องการครบทุกประการ
               คนที่จมน้ำตายนั้น พญาสมันตราชก็ให้คนทั้งหลายเอาขมิ้นผสมกับฝุ่นแล้วละลายน้ำแล้วเอาน้ำนั้นลูบหัวศพขึ้น 7 ครั้ง ลง 7 ครั้ง แล้วค่อยนำศพไปเผา หากไม่ทำเช่นนั้นก็ไม่ควรเผา ควรฝังดิน ไม่ควรรับเอาสิ่งของที่เขานำมาช่วย ไม่ควรเอาศพไว้ค้างคืน ไม่ควรสวดสังคหะ[2] และถวายเครื่องสังฆ์[3] ไม่ควรนำพระพุทธรูปเดินนำหน้าศพ ให้ขอสรณคมน์ คือ ไหว้พระรับศีลเท่านั้น[4]
               คนที่ถูกฟ้าผ่าตายนั้น  พญาสมันตราชได้ให้คนเอาศพตั้งบนรางข้าวหมูแล้วเขย่าไปมา 3 ครั้ง ให้อาบน้ำอุ่นแล้วค่อยเอาไปฝังดิน หากไม่ทำเช่นนั้นก็ไม่ควรรับเอาสิ่งของที่เขานำมาช่วย ไม่ควรเอาศพไว้ค้างคืน ไม่ควรทำพิธีสวดสังคหะและถวายเครื่องสังฆ์ ไม่ควรนำพระพุทธรูปเดินนำหน้าศพ ไม่ให้ขอสรณคมน์ ไม่ควรเลี้ยงแขกที่มาในงาน ควรถวายข้าวสาร ณ ที่ตรงนั้น
               คนที่ถูกเสือกัดตาย พญาสมันตราชก็ได้เอาศพอาบน้ำอุ่น ณ ที่ตรงนั้น แล้วค่อยนำไปเผา หากไม่อาบน้ำอุ่น ก็ไม่ควรนำไปเผา ไม่ควรรับเอาสิ่งของที่เขานำมาช่วย ไม่ควรเอาศพไว้ค้างคืน ไม่ควรสวดสังคหะและถวายเครื่องสังฆ์ ไม่ควรนำพระพุทธรูปเดินนำหน้าศพ ให้ถวายข้าวสารภายในวันนั้น
               คนที่ตกต้นไม้ตาย พญาสมันตราชก็ได้ให้พ่อแม่ ญาติพี่น้อง คนแก่ หรือชีปะขาว ให้ข้ามศพไปมา 3 ครั้ง แล้วค่อยนำไปเผา ไม่ควรเอาศพไว้ค้างคืน ไม่ควรรับเอาสิ่งของที่เขานำมาช่วย ไม่ควรนำพระพุทธรูปเดินนำหน้าศพ ทำได้เพียงขอสรณคมน์กับถวายข้าวสาร
               คนที่ผูกคอตาย พญาสมันตราชให้เอาไม้มาวัดขนาดของศพแล้วให้ขุดมีขนาดลึกเท่ากับความสูงของศพ จากนั้นก็เอาศพลงฝังทั้งยืนโดยหันหน้าศพไปทางตะวันออกเฉียงใต้ คลี่ผมก่อนแล้วค่อยฝัง ให้ชีปะขาวเอาคราดอันมี 7 ซี่ ขูดขีดไปมา 7 ครั้ง แล้วกล่าวว่า “จุ่งหื้อฝนดี หื้อน้ำไหลด้วยร่องเทอะ” (ขอให้ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาล ให้น้ำท่าบริบูรณ์ด้วยเถิด) หากไม่ทำเช่นนั้นจักพินาศฉิบหายตราบจนถึงชั่วลูกหลาน ไม่ควรนำศพไปเผา ไม่ควรรับเอาสิ่งของที่เขานำมาช่วย ไม่ควรเอาศพไว้ค้างคืนไม่ควรสวดสังคหะและถวายเครื่องสังฆ์ ไม่ให้ขอสรณคมน์ ไม่ควรนำพระพุทธรูปเดินนำหน้าศพ ควรถวายข้าวสารเท่านั้น
               คนที่เจ็บป่วยตาย พญาสมันตราชให้คนทั้งหลายอาบน้ำศพด้วยน้ำอุ่นแล้วให้มัดตราสัง 3 แห่ง แล้วให้ป้อนข้าวจากนั้นก็นำไปเผา หากมีคนเอาสิ่งของมาช่วยก็ให้รับเอาไว้ สามารถสวดสังคหะและถวายเครื่องสังฆ์ได้ ขอสรณคมน์ได้และเอาพระพุทธรูปเดินนำหน้าศพได้
               พญาสมันตราชก็ได้บัญญัติจารีตการทำศพเอาไว้เพื่อให้คนทั้งหลายได้ปฏิบัติสืบมาจนถึงบัดนี้ หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามจักเกิดโทษภัยอันตรายแก่ผู้นั้น ด้วยเหตุนี้ พญาสมันตราชจึงได้บัญญัติขึ้นมาเพื่อให้คนทั้งหลายพ้นจากโทษภัยอันตรายทั้งปวง
การปลงศพเด็ก, หญิงตั้งครรภ์, คนตายด้วยโรคระบาด, พระภิกษุสามเณร-ศิษย์วัด ข้าทาสบริวาร
               มีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งพระพรหมได้บัญญัติเอาไว้เมื่อครั้งปฐมกัปเพื่อที่จะให้คนทั้งหลายได้ปฏิบัติอันจักนำความเป็นสิริมงคลมาสู่ตน มีดังนี้
               ในบ้านหลังเดียวกันมีคนป่วยพร้อมกัน 2 คน และได้ตายไป 1 คน ก็ไม่ควรรับเอาสิ่งของที่เขานำมาช่วย ไม่ควรเอาศพไว้ค้างคืน ไม่ควรถวายเครื่องสังฆ์ ให้นำเอาศพไปเผา
               หากคนตายอายุยังไม่ถึง 10 ปี ไม่ควรเอาไว้ค้างคืน ไม่ควรเอาศพลงทางด้านทิศตะวันออกของบ้าน ไม่ควรรับเอาสิ่งของที่เขานำมาช่วย ไม่ควรนำศพไปเผา ไม่นำเอาพระพุทธรูปเดินนำหน้าศพ สวดสังคหะและถวายเครื่องสังฆ์ ควรนำศพฝังดิน ผู้ใดไม่กระทำตามจักเกิดโทษภัยแก่ตนมากนัก
               ศพใดที่จะเอาไว้ค้างคืนนั้น อย่าเพิ่งเอาศพใส่โลงในวันที่ตาย สิ่งที่ควรทำพร้อมกันในวันที่ตาย คือ สอดไม้คาน, พาดบันได, ก่อกองฟืน ถ้าไม่ทำบ้านนั้นจักฉิบหาย และอย่าเพิ่งรื้อฝาเรือนบนหัวนอนออกค่อยเอาออกในวันที่จะปลงศพ
               ศพใดยังไปไม่ถึงป่าช้า แล้วกองฟืนเคลื่อนออกจากกันหรือหักพังลง มักจักพินาสฉิบหายไปจนถึงชั่วลูกชั่วหลาน แม้แต่เดินข้ามศพก็จักเกิดโทษภัยแก่ตน
               โรงกุฏิหรือเรือนใดก็ตามถ้ามีคนตายไป 3 คนแล้ว ก็ไม่ควรอยู่ ควรย้ายเสีย หากต้องการจะอยู่ก็ให้อาบน้ำชำระร่างกายแล้วให้เอาสิปปคุณ (เครื่องราง) ที่ช่วยป้องกันภัยฝังไว้ทั้ง 4 มุมของตัวบ้านแล้วประกอบชัยมงคลขึ้นเรือน-กุฏิใหม่ จึงสามารถอยู่ต่อได้
               เรือนหลังใดที่เอาศพลงจากบ้านครบ 3 ครั้งแล้ว บ้านหลังนั้นก็ไม่ควรประกอบพิธีมงคลให้แก่ลูกหลาน หากทำก็จักพินาศฉิบหายขึ้นมา
               คนตายโดยไม่มีใครรู้เห็นในเรือนหรือโรงกุฏิในวัดก็ตาม ไม่ควรอาศัยอยู่อีก หากอาศัยอยู่ต่อก็จักไม่เจริญ จักเกิดความฉิบหายขึ้น
               ศพที่กำลังหามเข้าไปในป่าช้าแล้วคนที่ไปรออยู่ในป่าช้าก่อนออกมาต้อนรับเอาศพ ไม่ดี
               คนที่อยู่บนกองฟืนแล้วเรียกให้หามศพขึ้นมา ไม่ดี ไม่ควรทำเพราะจักพินาศฉิบหายจนถึงชั่วลูกชั่วหลาน
               เสาเชิงตะกอน มีน้ำไหลย้อยออกมาหรือล้มลงไปก็ตาม ไม่ดี จักเกิดความฉิบหายมาให้จนถึงชั่วลูกชั่วหลาน อนึ่ง หมาก พลู ยา(บุหรี่) หรือของที่นำไปเลี้ยงคนในป่าช้า ถ้าเหลือก็ไม่ควรนำกลับไปบ้าน
               หญิงผู้ใดตายในขณะที่ตั้งครรภ์ ไม่ควรเอาศพไว้ข้ามคืน ไม่ควรรับสิ่งที่เขาเอามาช่วย
หากไม่ทำเช่นนั้น เจ้าของบ้านจักตาย
               เด็กที่อายุไม่ถึง 10 ปี ตายก็ไม่ควรเอาไว้ข้ามคืน หากตายก่อนใกล้รุ่งก็ไม่ควรรอจนถึงเช้า ไม่ควรรับสิ่งที่เขาเอามาช่วย ไม่ควรนำศพไปเผา หากไม่ทำเช่นนี้ก็จักพินาศฉิบหาย
               พระสงฆ์หรือศิษย์วัดตายขึ้นมาและในขณะนั้น ตง[5] หรือ แวง[6] ของโรงกุฏิหรือเรือนหักลงมา ก็ไม่ควรจะอยู่อีกต่อไป ควรถอนทิ้งเสีย, สำหรับช่องที่เอาศพลงทางทิศตะวันออกนั้น
ถ้ามีคนหรือสุนัขลงไปในทางดังกล่าว หากเป็นศพของพระสงฆ์นั้นก็จักนำความวิบัติฉิบหายมาสู่ลูกศิษย์ แต่ถ้าเป็นศพของคนทั่วไปก็จักนำความวิบัติฉิบหายมาสู่ลูกหลาน
               หากพระภิกษุสามเณรรูปใดมรณภาพที่บ้านเรือนของตนหรือบ้านของญาติพี่น้องนั้นก็ไม่ควรประโคมดนตรีในบ้านนั้น ข้าวของที่จะใช้ในการปลงศพนั้นก็ควรจัดเตรียมให้ถูกต้องตามจารีต การทำศพพระภิกษุสามเณร ในเวลาที่ศพตั้งอยู่ก็ไม่ควรประโคมดนตรีปราสาทที่ใส่ศพพระภิกษุสามเณรนั้นต้องเป็นทรงหัมมิยัง คือ ปราสาทที่ไม่ยอด (ปราสาทหลังราบ) ส่วนดนตรีนั้นให้ไปประโคมที่เส้นทางเพื่อรอรับศพ ไม่ควรประโคมตั้งแต่ในบ้านไป
               ศพที่ยังไม่ทันปลงแล้วเกิดแผ่นดินไหว ให้รีบปลงศพทันที แม้พระภิกษุยังมาไม่ถึงก็ไม่ควรรอ ให้เอาศพไปป่าช้าก่อนแล้วค่อยรอ หากเอาศพไว้เป็นเวลานาน จะเกิดเภทภัยกับบ้านหลังนั้น
               ข้ารับใช้ในเรือนตาย ให้เอาศพไว้ได้ เอาปลายเท้าชิดกันแล้วให้ตั้งศพหน้าไปทางทิศตะวันออก เมื่อถึงเวลาจะปลงศพให้จับปลายเท้าหมุนไปทางทิศเหนือ รับของที่เขานำมาช่วยงานได้ถือว่าเป็นการมาส่งศพ  เจ้าของเรือนก็ควรนำเอาสิ่งของออกช่วยทำพิธีศพ ไม่ถวายเครื่องสังฆ์ ควรถวายข้าวสารหรือภัตตาหาร การปลงศพนี้ใช้กับคนรับใช้ที่เกิดอยู่ในเรือนและกินข้าวและแกงหม้อเดียวกันกับเจ้าของเรือน
               ข้ารับใช้ที่ซื้อตัวมาไว้ใช้(ข้าสินไถ่) หากจะตายให้ตายอยู่ที่กระท่อมนอกเรือน ไม่ควรรับข้าวของที่เขาเอามาช่วยงาน ควรถวายแต่ข้าวสาร และเมื่อถึงเวลาปลงศพก็ควรถวายของที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ตายในปรโลกภายหน้า
               คนตายนอกบ้านไม่ควรนำศพเข้ามาในบ้าน หากนำเข้ามาจักเกิดความพินาศฉิบหาย จะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ ไฟมักจะไหม้อยู่เสมอ
               ในอดีตกาลมีหมู่บ้านชื่อ นคันตะ ได้มีเศรษฐีคนหนึ่งอยู่ในหมู่บ้านดังกล่าว เขาได้ตายอยู่ที่นอกหมู่บ้าน ชาวบ้านก็พากันนำเอาศพของเศรษฐีเข้ามาในหมู่บ้านแล้วออกทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านเพื่อที่จะนำไปปลงศพที่ป่าช้า ใม่นานนักชาวบ้านก็เกิดล้มหายตายจากไปเป็นจำนวนมากและก็เกิดไฟไหม้ขึ้นในหมู่บ้านหลายครั้ง ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรนำเอาศพเข้ามาในหมู่บ้าน
               คนทั้งหลายควรกำหนด อุปจาร คือ อาณาเขตของบ้านเรือน ดังนี้
               การกำหนดอุปจารของบ้านตามสุตันตปิฎกนั้น บ้านหลังใดที่มีรั้ว น้ำที่คนในบ้านเททิ้งไหลไปถึงที่ใด ที่นั้นคือที่สุดของอุปจารบ้าน ถ้ากำหนดอุปจารบ้านตามพระวินัยนั้น ถ้าน้ำนั้นไหลไปถึงที่ใดแล้วให้นับจากที่นั้นไปอีก 7 ศอก ก็จะเป็นอุปจารบ้าน ถ้ากำหนดตามพระอภิธรรมปิฎกนั้นจาก รั้วบ้านออกไป 7 ศอกแล้วให้เอาก้อนหินขว้างออกไป ก้อนหินไปตกที่ใดก็ให้ถึงที่นั้นเป็นอุปจารบ้าน ด้วยเหตุนี้คนตายนอกบ้านไม่ควรเอาศพเข้ามาในบ้าน แม้แต่ตายในอุปจารบ้านก็ไม่ให้เอาศพเข้ามาในบ้านด้วยเช่นกัน
               ทายกผู้ใดสร้างกุฏิพระภิกษุสงฆ์แต่ยังไม่ได้ทำบุญถวายแล้วพระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นเจ้าอาวาสเกิดมรณภาพ ไม่ควรเอาศพลงทางทิศตะวันออก ให้เอาศพลงบันไดตามปกติ เพราะยังไม่ได้ทำบุญถวายทาน จึงยังไม่ต้องรื้อฝากุฏิทางทิศตะวันออก หากรื้อฝากุฏิเอาศพออกออกศิษย์วัดและทายกผู้ถวายนั้นจักไม่เจริญรุ่งเรือง ส่วนใต้ถุนกุฏิก็อย่าให้ใครมาตายมิฉะนั้นจักเกิดความพินาศฉิบหาย
               หากมีคนตายในวันมหาสงกรานต์ วันเนา วันเถลิงศก วันพระจันทร์ดับ (แรม14 ค่ำ, แรม 15 ค่ำ) ไม่ควรเอาไว้ข้ามคืน หากเอาศพไว้จักเกิดภัยอันตรายแก่เรือนนั้นเป็นอันมาก อีกประการหนึ่งคนที่มาช่วยงานก็ไม่ควรนอนค้างคืน หากนอนก็ต้องนอนให้ครบ 7 วัน หากไม่มานอนในวันแรกๆ แล้วมานอนในวันหลังๆ ก็ไม่ควรทำ
               เมื่อศพถึงป่าช้าแล้วแต่หาไฟที่จะนำมาเผาศพไม่ได้ ไม่ควรกลับมาจุดไฟที่บ้าน
หากกลับมาจุดไฟที่บ้าน ไม่ดี ควรจุดไฟที่ป่าช้าตรงที่เผาศพ ไม่ควรจุดไฟรอไว้ก่อน
               คนตายในวันพระจันทร์ดับ ไม่ควรไว้ข้ามคืนและไม่ควรไว้ข้ามเดือนควรปลงศพภายในวันนั้นเมื่อข้ามเดือนไปแล้วจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ผู้ตาย
               คนตายในวันขึ้น-แรม 1 ค่ำ ไม่ควรไว้ศพข้ามคืน หากเอาไว้จักเกิดความเจ็บป่วย ตายในวันนั้นก็ให้ปลงศพทันที
               คนตายในวันพระจันทร์ดับแล้วปลงศพในวันขึ้น 1 ค่ำ, คนตายในวันขึ้น 15 ค่ำแล้วปลงศพในวันแรม 1 ค่ำ เป็นสิ่งไม่ควรทำ หากทำจะเกิดภัยอันตรายมาสู่บ้านเรือน ด้วยเหตุนี้คนตาย วันใดก็ให้ปลงศพภายในวันนั้น
               คนตายไปแล้วยังไม่ทันได้ปลงศพ เกิดไฟไหม้บ้านขึ้นมา ถือว่าเป็นลางที่ไม่ดี
               ไม่ควรปลงศพในเวลาเช้าและเวลาเที่ยงวัน หากทำจะนำความอัปมงคลมาสู่เรือน
               เมื่อถวายเครื่องสังฆ์ให้ผู้ตาย ไม่ควรใส่ดอกไม้และใบไม้ลงในหม้อหรือบาตรน้ำมนต์
หากใส่ลงไปแล้วดอกไม้และใบไม้เหี่ยวแห้งไปเมื่อใด เจ้าของบ้านจักมีชีวิตแห้งเหี่ยวอับเฉาเมื่อนั้น
               คนทั้งหลายที่ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ คือ ป่วยสองคอง[7] ท้องเสีย และเป็นไข้ ให้ถือว่าป่วยเป็นโรคเดียวกัน หากตายไป 1 คน แล้วตายตามเป็นคนที่ 2 พอคนที่ 3 ตายนั้นก็ไม่ควรนำไปเผา เกินไปกว่านั้นไม่ควรฝังดินและไม่ควรไว้ข้ามคืน ควรปลงศพให้เร็ว ไม่ควรถวายเครื่องสังฆ์แต่ควรถวายข้าวสาร  บ้านใกล้เรือนเคียงที่อยู่ติดกับบ้านผู้ตายอย่างเพิ่งทำอาหารเพราะเป็นช่วงที่เชื้อโรคแพร่กระจาย สำหรับญาติพี่น้องที่อยู่ในบ้านหลังเดียวกัน ในปีนั้นไม่ควรแต่งงาน หากแต่งไปก็จักพลัดพรากจากกัน
               ศพหญิงตั้งครรภ์ตาย ไม่ควรปลงศพในป่าช้าปกติ ควรเอาศพไปไว้สักแห่งหนึ่ง ในขณะที่ตายใหม่ๆ ให้กล่าวว่า “ลูกมึงนี้ มึงหากได้แล้ว” (ลูกได้คลอดออกมาแล้ว) 3 ครั้ง แล้วให้เอาเข็มหรือเหล็กก็ตามขีดที่นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วหัวแม่เท้าอย่างละ 10 ครั้ง แล้วขีดที่อกอีก 3 ครั้ง จากนั้นให้ทำตาแหลว(เฉลว) วางบนหน้าศพไว้ เอาพริกเกลือห่อรวมเข้าไว้ด้วยกันแล้วนำเอาไปวางไว้ข้างศพแล้วกล่าวว่า “ยาทังมวลก็หื้อก็ปันมึงไปเสี้ยงแล้ว” (ยาทั้งหมดก็ได้ให้มึงไว้แล้ว) 3 ครั้ง เมื่อถึงเวลาจะปลงศพให้วัดความสูงของศพแล้วสร้างบันได 2 หรือ 3 ขั้น แล้วเอาเส้นฝ้าย 3 เส้น ผูกติดกับบันได พอถึงเวลาย้ายศพลงจากเรือนให้กลับหัวกลับหางบันไดบ้านแล้วนำเอาบันไดที่ทำเตรียมเอาไว้พาดผูกติดกับบันไดบ้านอีกทีจึงค่อยย้ายศพลงจากเรือน เมื่อย้ายศพเรียบร้อยแล้ว ให้รื้อบันใดที่ผูกอยู่โดยตัดเส้นฝ้ายที่ผูกติดนั้นให้ขาดลงครั้งเดียว ข้าวของที่ได้กล่าวมานี้ให้เตรียมเอาไว้ก่อนที่จะปลงศพ เมื่อนำเอาศพไปปลงนั้นให้สามีของผู้ตายถือดาบ ให้คลี่ผมในภายหลังแล้วให้นุ่งเสื้อผ้าที่ขาดไปจนถึงป่าช้าแล้วก็เปลี่ยนทิ้งเสียที่นั้น ในป่าช้าที่นั้นก็ควรล้อมกั้นเป็นอาณาเขตด้วยหนาม ให้มีทางเข้าเพียงทางเดียว ส่วนมุมของพื้นกระดานให้ตอกตะปูไว้ ข้างบนไม่ต้องตอก ให้สามีของผู้ตายกล่าวว่า ลูกก็ได้มาอยู่ที่นี่แล้ว เสื้อผ้าของมึงก็ใส่ติดตัวมาแล้ว บัดนี้ มึงกับกูก็แยกกันอยู่แล้ว มึงอย่างได้มาขออะไรจากกูอีกและอย่างได้มาหลอกหลอนกูเลย แล้วให้ถือเสื้อผ้าเก่าที่นุ่งมาจากบ้านแล้วกล่าวคำหยาบคายออกมา 3 ครั้ง แล้วถือดาบกลับบ้านและอย่าหันหลังกลับไปมองอีก สำหรับท่อนกล้วยที่นำมาสมมุติว่าเป็นลูกและยา (ห่อพริกกับเกลือ) ก็ให้กล่าวว่า อันนี้คือลูกของมึง อันนี้คือยาของมึง
               ผู้หญิงที่ไปส่งศพจนถึงป่าช้าแล้วกลับมาก่อนที่จะมีการเผาศพนั้น หากว่าตายในช่วงหัวค่ำก็ไม่ควรไว้ข้ามคืน หากไม่ทำเช่นนั้นก็ไม่ควรเผา ให้นำเอาศพไปฝังดิน
               ถ้าป่าช้าไกลบ้านให้เอาเส้นฝ้าย 5 เส้น ถ้าป่าช้าใกล้บ้านให้เอาเส้นฝ้าย 7 เส้น ขวางทางไว้ก่อน คนที่กลับมาจากป่าช้าก็อย่าเหลียวหลังกลับไป ให้ตัดหนามขวางทางไว้ 3 แห่ง สำหรับคนที่เป็นผู้ที่จัดตามเตรียมและทำตามจารีตดังกล่าวก็ให้สิ่งของแก่เขาตามความเหมาะสม โบราณจารย์ทั้งหลายได้บัญญัติเรื่องการทำศพเอาไว้ตามเปตการีคัมภีร์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่คนทั้งหลาย
               หญิงใดที่แต่งงานออกเรือนเกิดตั้งครรภ์แล้วกลับมายังเรือนพ่อแม่ของตน ภายหลังเกิดตายลง ก็ให้เอาศพลงทางบันได หากเอาศพลงทางบนหัว ขึด ไม่ดี
               คนตายพร้อมกัน 2 คน ในเรือนหลังเดียวกัน ไม่ควรไว้ข้ามคืน หากเอาไว้จักพินาศฉิบหาย จะมีคนตายมาก
               เสาเชิงตะกอนที่ปักอยู่ก่อนถูกทักว่าไม่ดีแล้วจะย้ายไปปักในที่แห่งใหม่นั้น ไม่ดี แม้ว่าได้ขุดหลุมเตรียมฝังแล้วจะย้ายไปขุดหลุมในที่แห่งใหม่นั้น ไม่ดีเช่นกัน
               คนที่ตายด้วยต้นไม้หักโค่นทับ, วัว ควายขวิด ดีด เหยียบ, ม้าดีดก็ดี ไม่ควรปลงศพด้วยไฟ แม้ว่าจะตายในป่าหรือในบ้านก็ตาม และไม่ต้องมัดตราสัง, คนที่ตายโหง คือ ตายด้วคมหอก คมดาบ ถูกหลาวเสียบ ถูกยิง หรือแขวนคอ ไม่ควรเผาศพ ไม่มัดตราสัง ไม่ควรไว้ศพนานคืน ไม่ควรเอา
พระพุทธรูปนำหน้าศพ ไม่ควรรับของที่เขานำมาช่วยงาน
               ผู้ใดเจ็บป่วยมาเป็นเวลานานแล้วตายด้วยโรคที่ตนเป็นอยู่นั้นก็ให้ปลงศพตามประเพณีที่ปฏิบัติกันมา, ผู้ใดตายด้วยภัยอันตรายต่างๆ นั้น ก็ให้ปลงศพในที่ตรงนั้น หากย้ายไปปลงศพที่อื่นมักจะพินาศฉิบหาย
               ญาติพี่น้องคนใดคนหนึ่งตายลง และเกิดมีการคลอดลูกในขณะที่ศพยังอยู่ในเรือนนั้น หรือว่าคนผู้เป็นแม่ได้คลอดลูกอีกคนในขณะที่ลูกของตนเพิ่งตายไป ให้รีบอาบน้ำสระผมทันทีภายใน 7 วัน
               คนตายในบ้าน วันเดียวกัน 2 คน ให้ปลงศพคนที่ตายทีหลังก่อน แล้ว ปลงศพคนที่ตายก่อนภายหลัง ของที่เขานำมาช่วยสำหรับคนที่ตายก่อนให้รับเอาไว้ แต่ของที่เอามาช่วยสำหรับคนตายทีหลังไม่ควรรับ
               ในเรือนเดียวกันมีผู้ตายก่อนหน้านั้นไป 1 คน ถัดจากนั้นมาไม่เกิน 7 วัน เกิดมีคนตายขึ้นมาอีก ไม่ควรรับของที่เขานำมาช่วยงาน ไม่ควรถวายเครื่องสังฆ์ ควรถวายของเท่าที่จำเป็น
การประกอบพิธีมงคล
               เรื่องของการประกอบพิธีมงคลนั้น  พญาสมันตราชก็ได้บัญญัติจารีตเพื่อให้คนได้ปฏิบัติไว้ ดังนี้
               ลูกชายหรือหญิงคนอื่นที่เอามาเลี้ยง เมื่อจักทำมงคลพิธี ตัดผมโกนผมนั้นให้ทำที่เรือนของพ่อแม่บังเกิดเกล้าของเขา ไม่ควรทำที่บ้านพ่อแม่บุญธรรม หากไม่มีพ่อแม่ก็ให้ไปทำที่พระธาตุเจดีย์หรือต้นไม้ใหญ่
               เมื่อลูกบุญธรรมจะแต่งงานออกเรือน, พ่อสื่อแม่สื่อนำหมากเมี่ยงมาเจรจาสู่ขอไม่ควรเจรจาสู่ขอกันบนเรือนของพ่อแม่บุญธรรม ไม่ควรรับเอาหมากเมี่ยงที่เขานำมาด้วย และไม่ควรประกอบการมงคลในเรือนดังกล่าว หากทำก็จักพินาศฉิบหายมากนัก ควรประกอบการมงคลที่เรือนพ่อแม่ของตน หากไม่มีพ่อแม่ในที่แห่งนั้นก็ให้ปลูกกระท่อม ปลูกเรือนขึ้นมาใหม่สักหลังหนึ่งแล้วค่อยทำการมงคลในเรือนที่สร้างขึ้นมาใหม่นั้น พ่อสื่อแม่ที่มาพูดคุยกับพ่อแม่บุญธรรมนั้นก็ให้มาพูดคุยเรือนดังกล่าว หมากเมี่ยงที่เขานำมาก็ไม่ควรเอาเข้าในร่มชายคาของเรือนพ่อแม่บุญธรรม  ไม่ควรให้จับถืออะไรทั้งสิ้นแม้กระทั่งน้ำก็ไม่ควรให้กิน
               บ้านเรือนของปู่ย่าที่มีหลายชาย-หญิงอยู่นั้น เมื่อถึงคราวจัดงานมงคล 3 ลักษณะ คือ ผูกข้อมือเรียกขวัญ, จัดเลี้ยงดูแขก, งานแต่งงาน เมื่อลูกหลานเหล่านั้นได้ตายไปก็ไม่ควรประกอบโกตุมงคล 3 ประการ พร้อมกัน คือ ผูกข้อมือ, อาบน้ำอุ่น, ป้อนข้าวกุม ให้เว้นไว้เสีย 1 อย่างเนื่องจากไม่ใช่ลูก หากทำพร้อมกันทั้ง 3 ประการ มักพินาศฉิบหาย
               ลูกหลานเกิดอีกเรือนหนึ่ง ปู่ย่าอยู่อีกเรือนหนึ่งและไปเอามาเลี้ยง เมื่อถึงเวลาที่จะออกเรือนก็ไม่ควรทำพิธีแต่งงานในเรือนของปู่ย่า ให้ปลูกกระท่อมไว้อีกที่แล้วให้ทำพิธีในเรือนนั้น แต่ถ้าปู่ย่ายกเรือนให้ก็สามารทำพิธีแต่งงานในเรือนปู่ย่าได้ หากไม่ทำตามก็จักพินาศฉิบหายถึงแก่ชีวิตจนชั่วลูกชั่วหลาน
               หญิงผู้ใดลักลอบได้เสียแล้วเกิดตั้งครรภ์ขึ้นมาก็ไม่ควรทำพิธีแต่งงาน หากทำก็จักพินาศฉิบหายถึงแก่ชีวิต ส่วนผู้หญิงใดมีสามีแล้วสามีตายหรือหย่าร้างกันไปก็ไม่ควรทำพิธีมงคลสมรส ผู้ชายก็เช่นเดียวกัน, ที่กล่าวมานี้เป็นเรื่องของจารีตการแต่งงาน
               ในบ้านเรือนใดมีคนท้องอาศัยอยู่ ไม่ควรกระทำการมงคลสมรส หากทำจักวินาศฉิบหายทุกอย่าง, ผู้ที่จะไปร่วมงาน ข้าวของเครื่องใช้เป็นต้นว่า หม้อน้ำ เสื่อ ที่นอน ฯลฯ ให้เครือญาติเดียวกันเป็นคนถือไป ญาติที่กำลังตั้งครรภ์นั้นไม่ควรถือไป
               คู่บ่าสาวที่จะแต่งงานกันนั้น หากพ่อแม่ของฝ่ายชายยังมีชีวิตอยู่ แต่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงสาวเสียชีวิตไปแล้ว หรือพ่อแม่ฝ่ายชายเสียงชีวิตไปแล้ว แต่พ่อแม่ฝ่ายหญิงยังมีชีวิตอยู่นั้นก็ไม่ควรทำพิธีผูกข้อมือบ่าวสาว ควรตบแต่งตามประเพณี หากพ่อแม่ของทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ก็ควรทำพิธีผูกข้อมือได้
               ข้าทาสชาย-หญิงที่ได้ซื้อไถ่ตัวมาไว้ใช้ ให้ปลูกเรือนพอเข้าอยู่อาศัยได้ หากจะทำพิธีแต่งงานก็ให้ทำในเรือนที่นั้น ส่วนข้ารับใช้ในเรือนหากเขาจะอยู่กินด้วยกันควรปลูกเรือนให้พออาศัยอยู่ได้และอยู่กินด้วยกันในเรือนดังกล่าว
               หญิงรับใช้ที่เรือนได้ออกท่องเที่ยวค้าขายต้องนอนค้างอ้างแรมต่างถิ่นแล้วลักลอบได้เสียจนตั้งครรภ์ขึ้นมา ไม่ควรให้ขึ้นเรือน ควรปลูกกระท่อมให้อยู่จนกว่าคลอดลูกแล้วค่อยให้กลับมาอยู่บนเรือนดังเดิม
               ผู้ใดไปซื้อไถ่ทาสชาย-หญิงมา ในวันที่พามาสู่เรือน หากทาสคนใดนำถ่านไฟขึ้นมาบนเรือน, ร้องไห้, คลี่สยายผมขึ้นมาบนเรือน หรือถืออาวุธ (หอก,ดาบ) ขึ้นมาบนเรือนนั้น มักจะเกิดอุบาทว์แก่เจ้าเรือน และทาสผู้นั้นมักจักมีอันพลัดพรากจากนาย ทว่าหาบน้ำขึ้นมาบนเรือน, หัวเราะ ร่าเริงขึ้นมาบนเรือน, ทัดดอกไม้ประทินเครื่องหอมขึ้นมาบนเรือนนั้นถือว่าเป็นนิมิตที่เป็นมงคลแก่นายและบ่าว ด้วยเหตุนี้ในวันที่นำทาสมายังเรือนให้ทำตามนี้ ให้เข้ามาทางตะวันออกเฉียงเหนือ ดีนัก
               ผู้ที่จะมาเป็นบ่าวรับใช้นั้นแรกทีมาพูดจาได้หันหน้าเข้าหาเรือนของนายและเหยียดแข้งขาหรือหันหน้าไปทางที่นายอยู่นั้น ทั้งบ่าวและนายนั้นจักไม่เกื้อกูลประโยชน์ซึ่งกันละกัน บ่าวผู้นั้นมักถีบมักยัน[8]
               คนรับใช้เรือนหนึ่งได้มาพาคนรับใช้อีกเรือนหนึ่งให้หนีไปอยู่กินด้วยกันหรือหนีไปอยู่กินกับผู้อื่นแล้วเกิดตั้งครรภ์ เมื่อนายไปตามหาจนเจอแล้วนำตัวกลับมาอย่าเพิ่งเอาขึ้นมาบนเรือน ควรปลูกกระท่อมให้อยู่จนกว่าคลอดลูกแล้วอยู่ไฟให้ครบ 1 เดือนก่อนแล้วค่อยขึ้นเรือน หากไม่ทำตามนี้จักพินาศฉิบหาย
การปลูกบ้านเรือน, วัด กุฏิ วิหาร และลางบอกเหตุ
               ต่อไปจะกล่าวถึงการปลูกบ้านสร้างเรือน, ผู้ใดที่เพิ่งออกจากเรือนพ่อแม่ ควรปลูกเรือนแบบเสาดั้ง[9]ฝังดินก่อน ถัดมาก็ควรสร้างเรือนแบบผูกขื่อผูกแป จากนั้นค่อยปลูกเรือนสุบขื่อแป[10] หลังจากนั้นไปจะปลูกสร้างอย่างไรก็ตามใจเถิด สำหรับเสาดั้งนั้นควรให้ตั้งอยู่ครบ 3 ปี
               ถ้าจะสร้างโรงกุฏิ วิหาร หรือบ้านเรือนก็ตาม ในวันที่ตัดไม้ในป่า หากต้นไม้ที่ตัดนั้นหักล้มไม่ถึงพื้นดิน ค้างอยู่บนต้นไม้หรือบนเครือเถาวัลย์ ไม้ต้นนั้นก็ไม่ควรนำมาสร้าง หากนำมาสร้างเจ้าอาวาส เจ้าบ้านจักอยู่ไม่ร่มเย็นเป็นสุข
               เมื่อจะปลูกเรือนนั้นให้เอาอายุสามีภรรยาผู้เป็นเจ้าของเรือนนั้นมาบวกได้เท่าไรให้เอา 8 หาร ได้เศษเท่าใดให้ทำนายตามนั้นเศษ 1 เรือนสะค่วย(กฎุมพี), เศษ 2 เรือนเศรษฐี, เศษ 3 เรือนเสาปัก 4 เสา, เศษ 4 เรือนบันไดแก้ว, เศษ 5 ว่าเรือนปราสาท, เศษ 6 ว่าเรือนกาจับหลัก ไม่ดี,
เศษ
7 ว่าเรือนบังคน ไม่ดี จักสูญเสียทุกอย่าง, เศษ 0 เรือนพลิกคว่ำ ไม่ดี มักพินาศฉิบหายตราบจนถึงชั่วลูกหลาน
               เรือนใดที่ยังสร้างไม่เสร็จแต่มีสุนัขขึ้นมาหอนแล้วกระโจนลงทางทิศตะวันออกหรือทางทิศใต้ของเรือนนั้น ให้เอาอาหารให้สุนัขกินจนอิ่ม และให้อาบน้ำสระผมจะเป็นสิริมงคลแก่ตน, เรือนใดที่ยังสร้างไม่เสร็จแล้วไก่ขึ้นมาออกไข่หรือพาลูกขึ้นมาบนเรือนนั้น เจ้าเรือนจะมีความสุขสวัสดี หาภัยอันตรายไม่ได้
               เรือนใดที่มีเหยี่ยว, นกสีทูด, นกกระยาง มาจับหลังคา เรือนนั้นไฟมักจะไหม้หลายครั้ง มักพินาศฉิบหาย ให้อาบน้ำสระผมแล้วควรรีบเสดาะเคราะห์, เรือนใดที่เต่า, ตะกวดขึ้นมาบนเรือน เจ้าเรือนมักพินาศฉิบหายให้อาบน้ำสระผมแล้วกล่าวว่า “เคราะห์ร้ายทั้งหลายจงหายไปกับเต่า, ตะกวดเถิด”
               ผึ้งหรือมิ้นมาทำรังที่หัวเรือนหรือท้ายเรือน, มาทำรังที่โคนหรือปลายแอก มักจักฉิบหาย ให้แต่งเครื่องบูชาแล้วเอาไปทิ้งเสียในป่าลึกทางทิศตะวันออก ให้รีบอาบน้ำสระผมและสะเดาะเคราะห์
               ไม้หรือเสาเรือนผู้ใดเกิดแตกผุพังแล้วต้องการเปลี่ยนใหม่ ให้เอาไม้มาวัดจนถึงสุดปลายที่จะฝังดิน ส่วนที่แวงนั้นให้แต่งไม้ให้เรียบ เมื่อจะถอนเสาต้นเก่าออกมานั้นให้กล่าวว่า “โทษภัยสิ่งไม่ดีนั้นทั้งหลาย ขอให้ตกไปพร้อมกับไม้นี้ด้วยด้วยเถิด” เมื่อกล่าวเสร็จให้เอาไปทิ้งลงในแม่น้ำ, ในขณะที่กำลังสร้างแล้วตัวบ้านเกิดพังลงมา เสาก็ล้มพาดกัน ให้วัดไม้ขึ้นมาใหม่แล้วเปลี่ยนเอาไม้เก่าออก จากนั้นให้ทำเหมือนกันกับดังที่ได้กล่าวมาในก่อนหน้านั้น
               ในวันที่สร้างบ้าน หากมีนกบินมาเกาะเสาต้นใด ให้ถอนเสาต้นนั้นออก ถ้าไม่ถอนจักวินาศฉิบหาย เกิดโทษภัยแก่ตน สำหรับโรงกุฏิ วิหาร หรือบ้านเรือนเกิดโย้เอียงขึ้นแล้ว จะดึงให้ตรงเหมือนเดิม ให้ทำตรงกับวันที่เริ่มสร้างเรือน กุฏิ วิหารครั้งแรก
               ภิกษุสามเณรรูปใดเสพเมถุนธรรม หรือโยมวัดผู้ใดลักลอบเป็นชู้กับหญิงตั้งครรภ์ ไม่ควรเป็นหลักในการสร้างวัด กุฏิ วิหาร เจดีย์ เพราะทั้งพระและโยมนั้นเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ หากยังสร้าง กุฏิ วิหารอยู่มักจักพินาศฉิบหาย
               จะปลูกสร้างวัด กุฏิ วิหาร หรือบ้าน หากคนมีครรภ์เดินข้ามหรือเหยียบไม้ที่นำมาทำเป็นเสา ขื่อ แป กลอน เครื่องไม้ที่อยู่ข้างบน ไม่ดี จะเกิดอุปัทวอันตราย ให้เปลี่ยนไม้นั้นทิ้งแล้วนำเอาไม้อันใหม่มาแทน
               ถ้ามีพระภิกษุ ศิษย์วัด หรือคนตายขึ้นมา ระหว่างนั้น ไม้คาน แวง ของกุฏิ วิหาร บ้านเรือนนั้นเกิดหักขึ้นก็ไม่ควรอาศัยอยู่ต่อไป
               ไม่ควรย้ายวัด กุฏิ วิหารจากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง หรือจ ากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง หากทำเช่นนั้นชาวบ้าน ชาวเมืองที่อาศัยอยู่แต่เดิมนั้นจักพินาศฉิบหาย ไฟมักจะไหม้หลายครั้ง บ้านเรือนจักรกร้างว่างเปล่าไป
               ปลูกเรือนขึ้นพร้อมกัน 2 หลังในวันเดียวกัน เรือนหลังที่เริ่มสร้างก่อนควรให้เสร็จก่อน หากสร้างก่อนแล้วเสร็จทีหลัง จักไม่เจริญรุ่งเรือง
               เสาไม้ขนาดใหญ่ที่ต้องทำนั่งร้านเพื่อทำการยกเสา ขณะที่ยกเสาเกิดล้มพังลงมา ไม่ดี ขึด ควรเอาเสาและนั่งร้านนั้นไปทิ้ง หากไม่ทำเช่นนั้นจักพินาศฉิบหาย ถ้ายังต้องการใช้นั้นให้เอาเสาและนั่งร้านมาไว้รวมกันตรงบริเวณที่จะสร้างบ้านแล้วให้นิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ ถวายไทยทานแล้วนำน้ำพระพุทธมนต์มาประพรมที่ไม้และพื้นที่ปลูกบ้านแล้วค่อยสร้างต่อ จึงจะอยู่ดีมีสุข
               ผู้ใดจะขยายต่อเติมบ้านเรือนที่อยู่อาศัยนั้น ไม่ควรขยายขึ้นไปทางทิศเหนือ หากขยายขึ้นไปทิศดังกล่าวมักพินาศฉิบหาย
               ไม่ควรปลูกน้ำเต้าไว้หน้าบ้าน ข้าวของมักเสียหาย, ไม่ควรเอาไม้แทงผีข้ามหัว หากเอาข้ามมักจะเกิดโทษภัยมากนัก, ไม่ควรปักช่อและตุงฝังลงดินก่อนมีงานพิธี
               สุนัขขึ้นหลังคาบ้าน, กุฏิ วิหารหรือยุ้งฉาง ไม่ดี จักเกิดอุบาทว์ ให้เอาอาหารให้สุนัขกิน จากนั้นให้อาบน้ำสระผมแล้วเสดาะห์เคราะห์เสียเถิด
               งูสิง, ตะกวด ขึ้นมาบนเรือน หรือ โรงกุฏิวิหารใดก็ตาม เจ้าเรือน หรือ เจ้าอาวาสจะพินาศ ฉิบหายถึงแก่ชีวิต แร้งบินมาเกาะหลังคาบ้านหรือวัด จะเกิดภัยอันตราย ไม่ควรอยู่อีกต่อไป ส่วนเรือนหรือวัดใดที่กบขึ้นมาบนเรือนนั้น เป็นนิมิตดี จะมีความร่มเย็นเป็นสุข หาทุกข์ภัยมิได้
จารีตที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่
               ต่อจากนี้จะกล่าวถึงจารีตวิถีชีวิตความเป็นอยู่, หากต้องการจะซื้อสัตว์ 4 เท้า มาเลี้ยง
ให้ซื้อสัตว์ตัวเมียมาก่อนแล้วค่อยซื้อสัตว์ตัวผู้ในภายหลัง หากจะซื้อสัตว์ 2 เท้า คือ บ่าวรับใช้ ให้ซื้อผู้ชายก่อนแล้วหลังจากนั้นค่อยซื้อผู้หญิง หากไม่ทำเช่นนั้นมักจะสูญหาย
               ผู้ใดจะซื้อช้าง ม้า วัว ควาย ข้ารับใช้นั้น พูดจาตกลงซื้อขายกันแต่ไม่นำสินค้ามาด้วย ก็ไม่ควรจ่ายเงิน หรือแม้แต่เอาสินค้ามาก่อนแล้วค่อยจ่ายเงินทีหลัง ของที่ได้ไปมักจะสูญหาย
               เจ้าหนี้จะไปทวงหนี้ หากลูกหนี้กำลังตั้งครรภ์ก็ไม่ควรแตะเนื้อต้องตัว แม้จะซื้อตัวไปเป็น
ข้ารับใช้ก็ไม่ควร
               ลูก เมีย สะใภ้หรือคนที่อยู่อาศัยในเรือนกำลังตั้งครรภ์นั้นก็ไม่ควรซื้อช้าง ม้า ข้ารับใช้,
ไม่ควรสร้างกุฏิวิหารและไม่ควรทำพิธีมงคลใดๆ ทั้งสิ้น
               ผู้เป็นเจ้านายซื้อข้ารับใช้มาด้วยราคาที่แพงเพื่อมาคอยรับใช้แทนมือเท้าและเป็นหูเป็นตาให้กับตน ภายหลังได้หนีไปบวช ผู้เป็นเจ้านายก็ย่อมจักพินาศฉิบหายไปทุกอย่าง แม้พินาศไม่หมดก็จะเหลืออยู่แต่ตัว ซึ่งโทษอันนี้เท่ากับโยมอุปัฏฐากสร้างกุฏิถวายพระภิกษุสงฆ์อยู่แต่ภายหลังพระภิกษุสงฆ์ได้หนีออกจากกุฏินั้นไป
               ฆราวาสผู้เป็นเจ้าภาพสร้างกุฏิถวายพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งอยู่ ต่อมาพระสงฆ์เกิดทะเลาะวิวาทและพระสงฆ์รูปที่อยู่กุฏิดังกล่าวได้หนีไปอยู่กุฎิทึ่อื่นที่ดีและใหญ่กว่า โยมผู้นั้นจักไม่มีความเจริญ ข้าวของที่มีอยู่พร่องร่อยหรอไปและอายุสั้น หากจะให้พ้นจากโทษดังกล่าวก็ให้ไปนิมนต์กลับมาและให้การอุปัฏฐากเหมือนเดิม อย่าได้ขาดตกบกพร่อง หากรำพึงว่าท่านได้ทิ้งกุฏิวิหารของเราไปเสียแล้วนั้น และไม่ไปนิมนต์ตามกลับมาก็จะเกิดโทษดังกล่าวขึ้นในภายหลัง
               เมื่อจะทำพิธีแต่งงาน เกิดแผ่นดินไหว ไฟไหม้ หรือคนตาย เป็นนิมิตที่ไม่ดี ให้อาบน้ำสระผมแล้วรีบสะเดาะเคราะห์เสีย
               คนทั้งหลายไม่ควรกินข้าวของแม่ม่ายและแม่หมัน[11] หากผู้ใดกินจะไม่มีสง่าราศี
               ข้าวที่วางเช่นไหว้ผี และข้าวบูชาพระพุทธ หากจะกินก็ให้กินข้าวที่เซ่นไหว้ผีนั้น ห้ามกินข้าวบูชาพระพุทธเพราะจักถูกสาปแช่ง
               สถานที่ไม่ควรนอนมีอยู่ 7 แห่ง คือ วัดร้าง, กุฏิร้าง, ศาลาร้าง, ทางแยก, มณฑปร้าง,
บ้านของหญิงงามเมือง, บ้านของแม่หม้าย
               หญิงชายผู้ใดก็ตามหากอายุยังไม่ถึง 7 ปี อย่าเพิ่งบูชาส่งเคราะห์ จนอายุครบ 7 ปีก่อน
จึงควรทำ
               ลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกัน หากฝ่ายหญิงพี่ ฝ่ายชายเป็นน้อง ไม่ควรแต่งงานกันแต่ถ้าฝ่ายหญิงเป็นน้อง ฝ่ายชายเป็นพี่ แต่งงานกันได้ หากไม่ทำตามในจารีตดังกล่าว ไม่ดี
               ลูกที่เกิดจากพ่อแม่เดียวกันไม่ควรแต่งงานด้วยกัน
               พ่อกับลูก แม่กับลูก ห้ามเสพกามสังวาสร่วมกัน หากทำเช่นนั้นจักพินาศฉิบหายและให้ขับไล่เขาเหล่านั้นออกจากหมู่บ้าน ดังนั้น หญิงชายทั้งหลายไม่ควรแต่งงานกับลูกหลานของตน
               หญิงมีครรภ์ไม่ควรผูกข้อมือให้กับผู้ที่อยู่ในงานมงคล และไม่ควรยกมือไหว้หญิงมีครรภ์แม้ว่าจะเป็นแม่ ป้า น้า อาก็ตาม หากยกมือไหว้เก็จักฉิบหาย ทรัพย์สินที่มีอยู่ก็จักหมดไป, กล่าวโลกสังเขปในสิ่งที่ควรทำและไม่ควรทำไว้เพียงเท่านี้
               ต่อไปจะกล่าวถึงต้นไม้ที่ไม่ควรนำมาทำไม้สีฟัน คือ ต้นงิ้ว, ต้นมะขาม, ต้นแพร่ง (สะแกนา), ต้นฝ้าย, ต้นกุ่ม, ต้นทองกวาว, ต้นมะรุม ถ้านำมาทำไม้สีฟัน มักจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ
               ผู้ใดแปรงฟันแล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก จะมีอายุยืน, หันหน้าไปทางทิศทิศใต้ จักมีข้าวของมาก, หันหน้าไปทิศตะวันตก จักมีลาภ, หันหน้าไปทิศเหนือ มักจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บ
               หากต้องการทราบว่าการเดินทางไกลจะดี-ร้ายนั้น ให้ห่อข้าว 3 ห่อ คือ ข้าวเปลือก, ถั่ว, ถ่าน แล้วให้อธิษฐานจากนั้นไปวางไว้ให้กากิน หากกาจิกห่อถ่าน ไม่ดี ไม่ควรไป
               หากจะไปออกรบให้ปั้นข้าวเป็น 3 ปั้น ให้เป็น รูปราชสีห์, รูปช้าง, รูปม้า แล้วอธิษฐานให้กากิน หากกากินปั้นที่เป็นรูปราชสีห์ ดี จะรบชนะ หากกากินปั้นที่เป็นรูปม้า, หรือรูปช้าง ไม่ดี จะแพ้
               โบราณาจารย์เจ้าได้แต่งโลกถานะสังขยาเอาไว้ก็เพื่อให้คนทั้งหลายได้ทราบถึงจารีตที่เป็นมงคลและไม่เป็นมงคล การกระทำใดที่เป็นมงคลแล้วเอาสิ่งที่ไม่เป็นมงคลมาทำร่วมกันนั้นไม่ดี และการกระทำใดที่ไม่เป็นมงคลก็ไม่ควรเอาสิ่งที่เป็นมงคลมาทำร่วมกัน หากไม่ปฏิบัติตามคลองจารีตดังกล่าว ก็จักนำความพินาศฉิบหายมาสู่ตน หากปฏิบัติตาม ก็จะเป็นสิริมงคลแก่บ้านเมืองสืบไป ผู้มีปัญญาควรศึกษาและปฏิบัติตามนั้นเถิด กล่าวถึงโลกถานะไว้พอสังเขปเท่านี้
ปริวรรต : ณัฐวุฒิ สารีอินทร์ (ตุลาคม 2556)
เรียบเรียงและตรวจสอบใหม่ : พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, ชนินทร์ เขียวสนุก (พฤศจิกายน  2558)



         [1]  มูลโลก (โลกถานะ) ฉบับ วัดหนองเงือก ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน รหัสไมโครฟิล์ม 80.049.011.037-037 สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปริวรรตโดย ณัฐวุฒิ สารีอินทร์ 2556

[2] สวดเพื่อการปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดี
[3] เครื่องรวม บางแห่งว่า ข้าวสังฆ์ คือ อาหารและเครื่องไทยทานแด่พระสงฆ์
[4] ข้อสังเกต ยุคต้นกัปยังไม่มีศาสนาใดๆ ในโลก : การกำหนดเงื่อนไข การสวดสังคหะ การถวายเครื่องสังฆ์ การมีพระพุทธรูป การขอสรณคมน์ และไหว้พระรับศีล คงเป็นเรื่องที่เติมเข้ามาเมื่อเกิดศาสนาและพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว
[5] ไม้รับฟาก วางขวางบนแวงขนานไปกับแป
[6] ไม้คานรับน้ำหนักพื้นเรือนทั้งหมด
[7] สองคอง คือ ทั้งท้องเสีย ท้องร่วง และอาเจียน เป็นอาการของอหิวาตกโรค
[8] น่าจะหมายถึง ไม่ซื่อสัตย์ หรือเนรคุณ
[9] เสาที่ฝังจากดินขึ้นไปรับกับอกไก่
[10] เรือนที่เจาะรูขื่อรูแปเพื่อสวมเข้ากันกับเดือยปลายเสา
[11] หญิงที่ไม่มีลูก

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น