แจ้งข่าวนักศึกษา012173

วันเสาร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2562

พม่า เมืองพระเมืองพุทธ ตอนที่ 4 (ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาใน พม่า จากรามัญ สู่พุกาม)


2. ความรุ่งเรืองของพระพุทธศาสนาในพม่า
          แม้ว่า พระพุทธศาสนาจะได้เข้ามาตั้งมั่นในรามัญประเทศ นับแต่ครั้งพระสมณะทูตของพระเจ้าอโศกมหาราช ในปีพ.ศ. 235 เป็นต้นมา ผ่านยุคสมัยมา  800 ปี เมืองรามัญ ได้เกิดภัย 3 ประการ คือ ภัยจากโจรผู้ร้าย ภัยจากไข้ป่า และภัยจากศัตรูทางศาสนา[1] ทำให้การพระพุทธศาสนาอ่อนกำลังลงมาเรื่อยๆ จนมาถึง พ.ศ. 1060   ในสมัยของพระเจ้าสุริยกุมาร พระศาสนาอ่อนกำลังลงมาก พระสงฆ์ไม่อาจบำเพ็ญสังฆกิจได้ดังต้องการ  ขณะที่ ชาวพยู ที่อาณาจักรศรีเกษตร ก็ไม่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม ชาวพุทธพม่าก็สามารถดำรง ฟื้นฟู และยกย่องพระศาสนาให้สืบมาจนถึงอนุชนรุ่นหลังตราบปัจจุบัน ซึ่งจะนำเสนอข้อมูลโดยย่อ พอสืบเค้าที่ไปที่มาได้ ดังต่อไปนี้
          2.1 การฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในสมัยก่อนอาณาจักรพุกาม
                   2.1.1 สมัยพระเจ้าธรรมเจดีย์(พระสิริปรัมมหาธรรมราชา) แห่งนครหงสาวดี (พะโค) พ.ศ. 1262 พระองค์ได้ครองเมืองสำคัญ อีก 2 เมือง คือ  “กุสิมะ (พะสิม)” และ  “เมาะตะมะ(มุตติมะ)” พระองค์ทรงฉลาดในพระไตรปิฎก รู้พระเวท 4 และเชี่ยวชาญในศาสตร์ต่างๆ  ทรงเห็นว่า พระศาสนาในอาณาจักรของพระองค์ ปฏิบัติผิดเพี้ยนไปจากพระวินัย ด้วยเป็นสีมาวิบัติ(เป็นคามสีมา) และปริสวิบัติ(คณะสงฆ์ที่ทำสังฆกรรมอุปสมบทไม่ถูกพระวินัย) เคยทราบว่าพระพุทธเจ้า ทรงตั้งอายุพระพุทธศาสนาไว้ 5,000 พระวัสสา แต่กลับจะมาเสื่อมลงในสมัยปกครองของพระองค์ จึงได้แสวงหาหาวิธีฟื้นฟูพระพุทธศาสนา โดยเสด็จไปปรึกษาหารือกับพระสงฆเถระผู้ฉลาด ในพระไตรปิฎกว่า สมควรจะส่งพระสงฆ์ผู้ที่มีกำลังสติปัญญาไปเกาะสีหล รับสิกขาบทใหม่(บวชแปลงใหม่) ศึกษาพระธรรมวินัยจากต้นแบบที่ลังกาให้เชี่ยวชาญแล้ว กลับมาฟื้นฟูพระศาสนาที่หงสาวดี  เมื่อคัดเลือกพระสงฆ์ผู้มีคุณสมบัติได้แล้ว จึงได้ขอให้พระโมคคัลลานเถระกับพระโสมเถระไปเกาะสีหล เมื่อพระสงฆ์เหล่านี้ไปลังกา ได้รับการอุปสมบทแปลงใหม่ ที่อุทกุกเขปสีมา บนแพขนาน กลางแม่น้ำกัลยาณี และ อยู่ศึกษาพระพุทธศาสนาจนเกิดความเชี่ยวชาญ แล้วกลับมานครเมาะตะมะ เมื่อพระสงฆ์เหล่านั้นกลับมา พระองค์ก็ให้พระสงฆ์สวดถอนสีมาเก่าออกเสีย ให้ทำอุทกุกเขปสีมา โดยผูกแพขนานลอยท่ามกลางแม่น้ำ ให้พระสงฆ์ทำสังฆกรรม ที่แพกลางน้ำ จึงเรียกว่า “กัลยาณีสีมา”  นับแต่นั้นมา พระศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองในรามัญประเทศ และเผยแผ่ไปทั่วรัฐพม่า เพราะพระสงฆ์จากต่างรัฐ ก็ได้มาศึกษาเพื่อสืบศาสนาที่นครพะโคแห่งนี้
                   พระเถระสังฆปราชญ์ชาวรามัญ ในเมืองสะเทิม (สุธรรมวดี /หงสาวดี) นับแต่นั้นมา จนถึงสมัยของพระเจ้า “มโนหาริ หรือ มาโนหาร์”  ล้วนเป็นผู้ทรงภูมิรู้ภูมิธรรมอย่างแตกฉานในพระไตรปิฎก สามารถนิพนธ์คัมภีร์ทางศาสนาหลายท่าน  ตัวอย่าง พระเมธังกร ชาวเมาะตะมะ ได้นิพนธ์คัมภีร์ โลกทีปสาระ พระอานันทะ ชาวหงสาวดี  นิพนธ์ฎีกาชื่อ มธุรสารัตถทีปนี อธิบายอภิธรรม พระธรรมพุทธะ ชาวหงสาวดี นิพนธ์คัมภีร์ กวีสาระ อธิบายฉันท์ และ พระสัทธัมมาลังการะ ชาวหงสาวดี นิพนธ์คัมภีร์ ปัฏฐานะสารัตถทีปนี นอกจากนี้ ยังมีคัมภีร์อีกหลายเล่ม ที่ไม่ปรากฏชื่อผู้นิพนธ์ [2]
                   2.1.2  ลัทธิและศาสนาเดิมของชาวพุกาม
2.1.2.1 การนับถือ นัต(Nat) หรือ นาถ(Nath)[3]
ทุกชนเผ่าที่มีประวัติยาวนาน ก่อนจะนับถือลัทธิหรือศาสนาใหม่ ย่อมเคยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กลุ่มตนเคยนับถือมาก่อน อันเป็นวิวัฒนาการของความเชื่อ และความเชื่อดั้งเดิมบางอย่างยังคงนับถือผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาปัจจุบัน นับตั้งแต่นับถือพลังอำนาจธรรมชาติ(Naturalism) นับถือพลังลึกลับ/นับถือไสยศาสตร์(Mysticism) นับถือวิญญาณ(Animism/Spirit worship) นับถือบรรพบุรุษ(Ancestor- worship) นับถือเทพเจ้า(Deism)  นั่นคือสายพัฒนาการความเชื่อของมนุษย์ จนตกผลึกเป็นความเชื่อทางศาสนาปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ความเชื่อใหม่ ก็ไม่ใช่ใหม่ทั้งหมด เพราะมีความเชื่อเก่าผสมผสานกันอยู่ หรือยังมีเกลียวสัมพันธ์อยู่ ไม่อาจแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แม้ว่า ชาวพม่าจะหันมานับถือพระพุทธศาสนา แต่เขาก็คงรักษาความเชื่อดั้งเดิม คือ การนับถือ “นัต” หรือ ต่อมาอาจจะเรียกว่า “เทพารักษ์” มาดูว่า นัต ที่ชาวพม่านับถือ คือ อะไร ซึ่งมีบทความที่เขียนโดย ดวงกมล การไทย เรื่อง “เมียนมา – ศาสนาและความเชื่อ” ลงในฐานข้อมูลสังคม – วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้เรียบเรียงเห็นว่า เป็นบทความที่กระชับ จึงขอเรียบเรียงใหม่นำมาลง ดังนี้
คำว่า “นัต” ปราชญ์ชาวพม่า เชื่อว่าคำนี้น่าจะมาจากคำว่า “นาถ” ในภาษาบาลี หมายถึง ผู้เป็นที่พึ่ง  ผู้ทรงฤทธิ์ เป็นได้ทั้งเทพยดาและวิญญาณศักดิ์สิทธิ์    นั่นก็คือ เหล่าเทพเทวาบนชั้นฟ้า ตลอดถึงวิญญาณของผู้ประเสริฐและผู้ทรงอำนาจบนโลกมนุษย์  นัตมี 3 ประเภท[4] ได้แก่ 1. เทพเจ้า ผู้ทรงฤทธิ์คุ้มครองมนุษย์ 2.วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ หรือ ขวัญ (เละปยา) ของผู้ตายร้าย สามารถให้คุณให้โทษแก่ผู้คนทั่วไปได้ และ 3. สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติด้วยอำนาจแห่งนัต     
นัตทั้งหมดมีจำนวน 37 ตน เป็นทั้ง นัตที่ดี และนัตที่ร้าย การติดต่อกับนัต ทำได้หลายรูปแบบ  การกราบไหว้ เซ่นสรวง ลงทรง เพื่อขอความคุ้มครอง บนบานศาลกล่าว หรือบัดพลีเมื่อคำขอเป็นผลสัมฤทธิ์ รูปแบบของการเซ่นไหว้นัต จะแตกต่างกันอยู่ขึ้นอยู่กับนัตแต่ละตน เช่น นัตบางตนนิยมมังสวิรัติ นัตบางตนชอบอาหารดิบ เช่น ปลาดิบ เนื้อดิบ นัตบางตนชอบของมึนเมา
ความเชื่อเกี่ยวกับนัตในรูปผีอารักษ์ เป็นความเชื่อพื้นถิ่นที่ปรากฏอยู่คู่สังคมพม่ามายาวนานยิ่งกว่าพุทธศาสนา มีบทบาทที่สำคัญถึงระดับร่วมสร้างบ้านแปงเมืองในพุกามยุคแรกๆ จนได้รับยกย่องเป็นมิ่งเมือง เมื่อพระเจ้าอโนรธา รับพุทธศาสนา  บทบาทของนัตถูกลดลงเป็นเพียงผู้คอยพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนา แต่ไม่อาจปฏิเสธอำนาจนัตได้อย่างสิ้นเชิง[5]  

2.1.2.2  นับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายาน  สมัยก่อนเมือง “พุกาม” ชื่อว่า “อริมัททนะ” แปลว่า “ย่ำยีข้าศึก”  นับแต่สมัยของพระเจ้าสมมุติราช จนถึงรัชสมัยของพระเจ้าอนุรุทธ หรือพระเจ้าอโนรธา ตั้งอยู่ที่ริมฝั่ง แม่น้ำอิรวดี พระพุทธศาสนาเผยแผ่อยู่ที่ อริมัททนะ สมัยนั้นเป็นพระพุทธศาสนานิกายย่อยหนึ่ง แบบมหายาน ที่ได้รับมาจากอาณาจักรปาละ(Pala) แคว้น เบงกอล ในอินเดีย ที่เบงกอลเขานับถือ พระโพธิสัตว์ พระโลกนาถ การปฏิบัติของพระสงฆ์สายมหายานในพม่า ไม่เคร่งครัดในพระวินัย จนถูกเรียกว่า “สมณะกุตตกะ” หมายถึง “สมณะปลอม” หรือ “พระอลัชชี” ดังข้อความในคัมภีร์สาสนวังสะ เล่าไว้ว่า
“สมณะกุตตกะ ให้โอวาทด้วยมิจฉาวาทะเป็นต้นว่า    ผู้ใดทำปาณาติบาต (ให้)สวดปริตรบทนี้ จะพ้น(จาก)บาปนั้น ผู้ใดทำอนันตริยกรรมฆ่ามารดาบิดา ใคร่จะพ้นจากอนันตริยกรรม (ให้)สวดปริตรบทนี้ ก็พ้นได้ ถ้าจะทำการสมรส(อาวาหะวิวาหะ) ต้องมอบตัว(จ้าสาว)ให้อาจารย์ก่อน ผู้ใดละเมิดจารีตนี้ ผู้นั้น ต้องประสบบาปอย่างมาก”[6]
ในสมัยที่พระเจ้าอโนรธา  ครองราชย์ที่นครอริมัททนะนั้น(พ.ศ.1587-1620)  สมณะกุตตกะ มีประมาณ 1,000 พวกๆ ละประมาณ 30 คน รวมจำนวนประมาณ 30,000 คน อยู่ในพื้นที่ เรียกว่า “สะมะติ”  พวกเขาอ้างว่า พวกตนก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า คำสั่งสอนของพวกตน เป็นทางสู่สวรรค์และมรรคผล  คฤหัสถ์ผู้ครองเรือนก็ประพฤติพรหมจรรย์ได้ ในสมัยช่วงแรก พระเจ้าอโนรธา ทรงมีเลื่อมใสและให้การอุปภัมภ์กลุ่มนักบวชเหล่านี้ตามประเพณี
   2.1.3 การนำพระพุทธศาสนาแบบเถรวาทเข้ามาพุกาม   
   ต่อมา เมื่อพระเจ้าอโนรธา ได้พบและสนทนาธรรมกับ “พระธรรมทัสสี” ชาวเมืองสุธรรม อีกนามหนึ่งเรียกว่า “ชิน อรหันต์” ศิษย์ของพระสีลพุทธิเถระ ท่านเป็นผู้งดงามด้วยสีลาจารวัตรแบบเถรวาท จึงทรงเกิดความเลื่อมใส และทราบว่า พระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เรียกว่า พระไตรปิฎก ถูกจารึกลงใบลาน อย่างสมบูรณ์ เก็บรักษาที่ นครสุธรรม มีถึง 3 ชุด ดังที่ท่านชิน อรหันต์ ถวายเทศนาแก่พระองค์ว่า
“บรรดาศาสนาทั้ง 3 (ปริยัติศาสนา ปฏิบัติศาสนา และปฏิเวธศาสนา) เมื่อปริยัติศาสนามั่นคง ปฏิบัติศาสนาจึงจะมั่นคง เมื่อปฏิบัติศาสนามั่นคง ปฏิเวธศาสนาจึงจะมั่นคง เปรียบเหมือน มีโคผู้ตั้ง 100 ตัว 1,000 ตัว แต่ไม่มีโคตัวเมียที่จะรักษาเชื้อสายสืบพันธุ์  สายพันธุ์โค ย่อมจะสูญไป เช่นเดียวกัน ถ้าพระสงฆ์ปฏิบัติธุดงค์วัตร ตั้ง 100 หรือ 1,000 องค์ ถ้าปริยัติไม่มี ปฏิเวธก็มีไม่ได้ เหมือน ขุมทรัพย์ที่เราฝังและเขียนป้ายหินบอกที่ฝังเอาไว้ ตราบใด ตัวหนังสือป้ายบอกยังอยู่ ขุมทรัพย์ก็ยังไม่สูญหาย เช่นกัน ถ้ายังมีผู้เล่าเรียนจดจำปริยัติ ศาสนาก็ยังไม่สูญหาย และเหมือนอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ เมื่อขอบอ่างยังมั่นคง ก็กล่าวได้ว่า น้ำยังมีอยู่ และเมื่อยังมีน้ำ ก็กล่าวได้ว่า ดอกบัวยังบานสะพรั่งอยู่ พุทธวจนะคือพระไตรปิฎกยังมีอยู่ เปรียบเหมือขอบอ่างเก็บน้ำใหญ่ยังมั่นคงอยู่ ก็กล่าวได้ว่า กุลบุตรผู้บำเพ็ญการปฏิบัติซึ่งเปรียบเหมือนน้ำในอ่างเก็บน้ำยังมีอยู่ และเมื่อกุลบุตรผู้บำเพ็ญการปฏิบัติยังมีอยู่ ก็กล่าวได้ว่า ปฏิเวธ ซึ่งเปรียบเหมือนดอกบัวบานยังมีอยู่  ปริยัตินั่นแหละสำคัญที่สุด เมื่อปริยัติมีอยู่ ศาสนาก็ถือว่า ยังไม่สูญหาย ถ้าปริยัติสูญหายเสียแล้ว  การบรรลุธรรมของผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบย่อมมีไม่ได้ ...เมื่อปริยัติยังมีอยู่ การบรรลุธรรมจึงมีได้ บัดนี้ ปริยัติศาสนาของเรายังมีไม่ครบ พระสารีริกธาตุก็ยังไม่มี ...บ้านเมืองใดมีปริยัติศาสนาและพระสารีริกธาตุ  ควรจะส่งทูต พร้อมบรรณาการไปขอเชิญเอามา ศาสนาก็จะตั้งมั่นในรัฐของเราตลอดกาล ในเมืองสุธรรม รัฐสุวรรณภูมิ เขาจารพระไตรปิฎกจบ ถึง 3 ครั้ง เก็บไว้ที่ 3 จบ และพระสารีริกธาตุที่นั่นก็มีมาก”[7]
พระเจ้าอโนรธาจึงส่งราชทูตพร้อมเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้ามโนหาริ(Manohari) เมืองสุธรรม และขอแบ่งพระไตรปิฎก มาสัก 1 สำเนา แต่พระเจ้ามโนหาริ มีพระทัยตระหนี่ นอกจากจะไม่ประทานให้แล้ว แถมยังเยาะเย้ยให้เสียหน้าว่า “พระธรรมของพระพุทธเจ้า ย่อมสมควรแก่ฐานะบุคคลผู้เป็นสัมมาทิฏฐิเท่านั้น พวกท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่สมควรจะได้รับพระไตรปิฎกและพระบรมสารีริกธาตุ”
เมื่อราชทูตกลับมาทูลความให้ทรงทราบ พระเจ้าอโนรธาทรงกริ้วจัด มีอาการเหมือนงาถูกคั่ว จึงสั่งยกกองทัพ ทั้งทัพเรือ และทัพบก ไปปราบพระเจ้ามโนหาริ ยึดเมืองสุธรรม จับพระเจ้ามโนหาริมาควบคุมที่นครพุกาม พร้อมกับสั่งให้อัญเชิญพระไตรปิฎกมาทั้งหมด  นอกจากพระไตรปิฎกแล้ว ยังนำพุทธศาสนาแบบเถรวาท โดยนิมนต์พระสงฆ์ที่ทรงพระไตรปิฎกจำนวน 1,000 รูป รับอักษรภาษา  และงานศิลปกรรม รวมทั้งกวาดต้อน (เชิญ)นักปราชญ์ราชบัณฑิต ช่างศิลปกรรมหลวงทุกแขนงไปพุกาม ในคราวเดียวกัน เมื่อปี พ.ศ. 1600 ดังปรากฏความในพงศาวดารพม่าฉบับหอแก้ว  ความว่า
“พระองค์ตรัสสั่งให้พลทหารเอาพระไตรปิฎก 30 สำรับ บรรทุกหลังช้างเผือก 32 ช้าง [ช้างเผือก 32 ช้างนี้เป็นของพระเจ้ากรุงสระถุง [สะเทิม – ผู้เขียน)] แล้วพระองค์ทรงตรัสให้พลทหารอาราธนาพระบรมธาตุ พระโลมา ซึ่งพระเจ้ากรุงสระถุงก่อนๆ ได้ทรงบรรจุไว้ในกระเช้าแก้วรัตนะนั้น ขึ้นบนหลังช้างเผือก 2 ช้าง แล้วพระองค์ก็รับสั่งให้พระเจ้ากรุงสระถุงแลพระมะเหสีทั้งปวง กับรับสั่งให้เก็บชาวช่างวิเศษแลช่างต่างๆ แลพลทหารราษฎรทั้งปวงกับสาตราอาวุธเครื่องประหลาดทั้งปวงเสร็จแล้ว พระองค์ก็เสด็จกลับกรุงภุกาม…”[8]
เมื่อพระเจ้าอนุรุทธได้พระไตรปิฎกมา พระองค์ส่งทูตให้ไปเกาะสีหล เพื่อนำพระไตรปิฎกฉบับสีหลมาสอบทานเทียบกับพระไตรปิฎกฉบับนครสุธรรม ปรากฏว่า ทั้งสองฉบับไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จึงทรงเก็บรักษาไว้ที่หอไตร นับแต่นั้นมาพระพุทธศาสนาเถรวาทแบบพุกาม ก็เจริญรุ่งเรืองในอริมัททนะ และได้แผ่อิทธิพลความรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนา ไปถึงประเทศชาวพุทธเพื่อนบ้านใกล้เคียง เช่น อาณาจักรล้านนา อาณาจักรล้านช้าง
ต่อมา “อริมัททนะ” ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “พุกาม” มีการอธิบายชื่อเมืองดังนี้ คำว่า “พุกาม” แผลงมา จาก คำว่า “ปุณณคาม”  แปลว่า “บ้านสมบูรณ์” หรือ เมืองสมบูรณ์ ที่เต็มไปด้วยพระรัตนตรัย จาก “ปุณณคาม” กลายเป็น “ปุคาม” โดยที่ ปุ(ณณ)คาม ณ เณร กร่อนไป) และกลายเป็น “ปุคํ”  
ผู้เขียนขอใช้อัตโนมติเดาคำว่า “พุกาม” น่าจะมาจาก “พยูคาม” แปลว่า “บ้านชาวพยู”  เพราะเคยเป็นเมืองเป็นบ้านของพวกพยู มาก่อน เหมือคำว่า “ปาฏลีคาม” “รามคาม” ขออย่าถือเอาเป็นประมาณ   
2.1.4 พระสังฆปราชญ์ในสมัยพุกาม ในสมัยพุกามนี้ พระสงฆ์ได้ศึกษาปริยัติจนเชียวชาญแตกฉาน แม่แพ้สมัยพะโค หลายรูปสามารถนิพนธ์คัมภีร์เป็นภาษามคธ(บาลี) ซึ่งเป็นการแสดงภูมิรู้ภูมิธรรม  ดังตัวอย่างต่อไปนี้
พระอัครวังสะ(พระตติยอัคคบัณฑิต) นิพนธ์คัมภีร์สัททนีติ หรือคัมภีร์สัททาวิเสส ตำราไวยากรณ์ คู่มือศึกษาศัพทฺนัย อันเป็นรากฐานให้เจ้าใจพระไตรปิฎก ในปีพ.ศ. 1670 รัชสมัยของพระเจ้านรปติ สิทธิสุ ตำราของท่าน ได้รับการตรวจสอบเนื้อหา โดยสังฆปราชญ์ชาวสีหล และได้รับการสรรเสริญว่า คัมภีร์แบบนี้ ในเกาะ    สีหล ก็ยังไม่ถึงขั้นนี้[9]
พระสัทธรรมสิริเถระ นิพนธ์คัมภีร์ สัททัตถเภทจินดา อธิบายถึงความหมายต่างๆของศัพท์ภาษามคธและเนื้อความอันลี้ลับ
พระสัทธรรมกิตติเถระ นิพนธ์ปทานุกรม ชื่อเอกักขรโกส ในปี พ.ศ. 2018

          สังฆปราชญ์ไทยกับการนิพนธ์คัมภีร์ภาบาลี การนิพนธ์คัมภีร์ทางศาสนาเป็นภาษาบาลีได้ แสดงถึงภูมิปราชญ์ทางศาสนาของบุคคลเหล่านั้น เกี่ยวกับการนิพนธ์คัมภีร์เป็นภาษาบาลี พระสังฆปราชญ์ชาวไทย ก็มีฝีมือเชิงนิพนธ์คัมภีร์ภาษาบาลี ไม่น้อยหน้าไปกว่า สังฆปราชญ์ชาวพม่า จะให้ข้อมูล นับตั้งแต่สมัยสุโขทัย สมัยล้านนา  จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พอเป็นสังเขปดังนี้ [10]
พระพรหมราชปัญญา วัดภูเขาหลวง เมืองสุโขทัย นิพนธ์ “รตนพิมฺพวํส” (ตำนานพระแก้วมรกต)  เมื่อพ.ศ. 1972
พระโพธิรังสี ชาวเชียงใหม่ นิพนธ์คัมภีร์ 2 คัมภีร์ ได้แก่  “จามเทวีวํส”  เมื่อพ.ศ. 1950-2000 และ “สิหิงคนิทาน”(ตำนานพระพุทธสิหิงค์)  เมื่อพ.ศ. 1954-2000
พระธรรมเสนาบดีเถระ ชาวเชียงแสน นิพนธ์ “ปทักกมโยชนาสัททัตถเภทจินตา” พ.ศ. 2020-2045
พระญาณกิตติเถระ วัดปนสาราม (วัดสวนขนุน) ชาวเมืองเชียงใหม่ พระราชครูของพระเจ้าติโลกราช นิพนธ์ 12  คัมภีร์ ดังนี้ สมันตปาสาทิกาอัตถโยชนา,  ภิกขุปาฏิโมกขคัณฐิทีปนี, สีมาสังกรวินิจฉัย,  อัฏฐสาลินีอัตถโยชนา,  สัมโมหวิโนทนอัตถโยชนา,  ธาตุกถาอัตถโยชนา,  ปุคคลบัญญัติอัตถโยชนา, กถาวัตถุอัตถโยชนา, ยมกอัตถโยชนา, ปัฏฐานอัตถโยชนา, อภิธัมมัตถวิภาวินีปัญจิกา อัตถโยชนา, มูลกัจจายนอัตถโยชนา ในช่วง พ.ศ. 2028-2043
พระสัทธัมมกิตติมหาผุสสเทวเถระ วัดรัมมะ ชาวเมืองลำพูน ร่วมสมัยพับพระญาณกิตติ นิพนธ์ “สัททพินทุอภินวฎีกา” ที่อธิบายคัมภีร์ สัททพินทุ ที่นิพนธ์โดยพระเจ้า กยฺจวา แห่งพุกามที่กล่าวมา ไม่ทราบปีที่นิพนธ์   
พระญาณวิลาส ภิกษุชาวโยนกประเทศ (มีชีวิตร่วมสมัยกับ พระสิริมังคลาจารย์) นิพนธ์ สังขยาปกาสก พ.ศ. 2058
พระสิริมังคลาจารย์ วัดสวนขวัญ (วัดตำหนัก) ชาวเมืองเชียงใหม่ นิพนธ์ 4 คัมภีร์ ได้แก่ เวสันตรทีปนี พ.ศ. 2060, จักวาฬทีปนี,  สังขยาปกาสกฎีกา ปี พ.ศ. 2063, และ มังคลัตถทีปนี พ.ศ. 2067
พระรัตนปัญญาเถระ ชาวเชียงราย นิพนธ์ 3 คัมภีร์ ได้แก่ ชินกาลมาลีปกรณ์  พ.ศ. 2059, วชิรสารัตถสังคหะ พ.ศ. 2078และ มาติกัตถสรูปอภิธรรมสังคณี,
พระนันทาจารย์ ชาวเชียงใหม่ นิพนธ์ “สารัตถสังคหะ” (ไม่ทราบปีที่นิพนธ์)
พระสุวัณณรังสีเถระ ชาวเชียงใหม่ (สมัยต่อมาย้ายไปพำนักที่นครเวียงจันทน์) นิพนธ์ 2 คัมภีร์ ได้แก่    คันถาภรณฎีกา พ.ศ. 2128, และ ปฐมสมโพธิกถา  
พระมหามังคลสีลวังสะเถระ วัดโชติการาม ชาวเชียงใหม่ สมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน นิพนธ์ อุปปาตสันติ  พ.ศ. 1994 ทางล้านนา เรียกว่า “มหาสันติงหลวง” ชาวพม่านำไปคัดลอกปริวรรตเป็นอักษรพม่า ภาษาบาลี จารเป็นคัมภีร์ เรียกว่า “สิริมังคลาปริตตอ”[11]
พระอุตตรารามเถระ  ชาวโยนกประเทศ นิพนธ์ วิสุทธิมรรคทีปนี ไม่ปรากฎปีที่นิพนธ์
พระสังปราชญ์(หลายรูป) ชาวเชียงใหม่ ไม่ปรากฏนาม  นิพนธ์ “ปัญญาสชาดก”หรือ “พระเจ้า 50 ชาติ” เมื่อช่วง พ.ศ. 2000-2200 ต้นฉบับล้านนา หายไป  มีฉบับสำเนาที่คัดลอกปรากฏที่ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และพม่า ซึ่งพม่าเรียกว่า “ซิมเม่ปัณณาส” หรือ เชียงใหม่ปัณณาส 
พระพุทธพุกาม วัดบุปผาราม(สวนดอก เชียงใหม่) นิพนธ์ ตำนานมูลศาสนา (ภาษาล้านนา)
สมเด็จพระวันรัตน์ วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม  นิพนธ์ 3 คัมภีร์ ได้แก่  สังคีติยวํส พ.ศ. 2332, จุลยุทธกาลวํส, และ มหายุทธกาลวํส นิพนธ์ในสมัยรัชกาลที่ 1
พระวิชิรญาณภิกขุ, (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ 4 ครั้งผนวช) นิพนธ์ บทสวด บันทึกการเดินทาง และบทวิจารณ์ ที่เป็นภาษาบาลี ช่วง พ.ศ. 2380-2394

2.1.5 ปราชญ์ฆราวาส สมัยพุกาม
         ในอาณาจักรพุกาม ความเป็นปราชญ์ทางศาสนาที่สามารถนิพนธ์คัมภีร์ มิได้จำกัดวง เฉพาะต้องเป็นสังฆะ หรือ บรรพชิตเท่านั้น คฤหัสถ์ที่มีภูมิรู้ภูมิธรรมทางศาสนาและภาษามคธดี ก็สามารถนิพนธ์ตำราได้ มาดูว่า เป็นผู้ใดบ้างในสมัยอาณาจักรพุกาม
         พระเจ้ากยฺจวฺา ชาวไทยเรียกว่า “กะยอชะวา” ตามพระนามาภิไธยว่า “พระธรรมราชา” ครองนครพุกาม พ.ศ. 1762 พระองค์ทรงแตกฉานในพระไตรปิฎก เชี่ยวชาญในภาษาบาลี นิพนธ์คัมภีร์ ชื่อ “สัททพินทุ”   และ “ปรมัตถพินทุ” จากคัมภีร์ สัททพินทู ฉบับย่อของพระเจ้ากยฺจวา พระสงฆ์ไทยนามว่า “พระสัทธัมมกิตติมหาผุสสเทวเถระ” วัดรัมมะ ชาวเมืองลำพูน ได้นิพนธ์ “สัททพินทุอภินวฎีกา” อธิบายสูตรย่อให้เข้าใจมากขึ้น
แม้แต่พระราชธิดาของพระเจ้ากฺยจฺวา ก็ทรงมีความสามารถนิพนธ์คัมภีร์ ชื่อ “วิภัตยัตถะ.อีกด้วย
อันที่จริง ในสมัยพุกาม ยังมีพระราชา สังฆปราชญ์ และเมธีฆราวาส ที่นิพนธ์คัมภีร์ทางศาสนา แปลภาษาบาลีสู่ภาษาพม่าอีกจำนวนมาก เห็นว่า ข้อมูลส่วนนี้พอจะหาอ่านสืบค้นได้โดยทั่วไป หากนำมาใส่ในรายละเอียด เนื้อหาจะมากเกินไปไปจึงขอข้ามไป
2.1.6 การเขียนพระไตรปิฎกลงในเล่มสมุดทารักปิดทอง (เอกลักษณ์ของพม่า)
         ธรรมเนียมการจารคัมภีร์ทางศาสนา เช่น พระเวท พระไตรปิฎก  ในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น อินเดีย ลังกา เนปาล หรือ กลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ย้อนอายุไปถึง 5 ศตวรรษ ก่อนคริสตศักราช ที่นิยมจารลงในใบลาน เพราะวัสดุใบลานอายุการใช้งานที่ยาวนาน บางคัมภีร์ที่เก็บรักษาอย่างดี มีอายุถึงปัจจุบัน(พ.ศ.2562) ได้ 1,291 ปี คือจารในช่วง คริสตวรรษที่ 9 ระบุประมาณ ปี ค.ศ. 828 (พ.ศ.1371) เป็นคัมภีร์ใบลานที่มีอายุมากที่สุดในโลก ได้แก่ คัมภีร์ ชื่อ Pārameśvaratantra (ปรเมศวรตันตระ), หมวด Śaiva Siddhānta (ศิวสิทธานตะ) ของศาสนาฮินดู ที่จารึก ด้วยภาษาสันสกฤต พบที่ประเทศเนปาล ปัจจุบัน เก็บรักษาไว้ที่ ห้องสมุดมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สหราชอาณาจักร์ [12] ส่วนที่ประเทศไทย พบคัมภีร์ใบลานที่มีอายุเก่าที่สุด เป็นอันดับ 2 ของโลก มีอายุประมาณ 550 ปี  คือ คัมภีร์ “ติงสนิบาต” จารโดย พระญาณรังสี เมื่อ ปี พ.ศ. 2014  ใช้ภาษา บาลี และภาษาล้านนา จารด้วยอักษรยวน หรือ ล้านนา ยังเก็บรักษาอยู่ในสภาพดี พบที่ วัดไหล่หิน ตำบลไหล่หินอำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง  
เราทราบมาว่า หลังการทำสังคายนาครั้งที่ 4 ที่ประเทศศรีลังกา พระสงฆ์ก็ได้จารพระไตรปิฎก คำสอนทางพระพุทธศาสนาที่แต่ก่อนสืบทอดโดยปากสู่ปาก ลงสู่ใบลาน ในปี พ.ศ. 433 แต่ฉบับดั้งเดิมคงเสื่อมสูญสลายไปตามกาลเวลา แต่มีการจารคัดลอกจากรุ่นสู่รุ่น เพราะการรักษาคำสอนด้วยการคัดลอกคัมภีร์ นอกจากจะเป็นสืบอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวถึง 5000 พระวัสสาแล้ว ผู้จารคัดลอกคัมภีร์ หรือผู้อุปถัมภ์การคัดลอกคัมภีร์ ถือว่าได้สร้างมหากุศลที่ยิ่งใหญ่  เสมือนการสร้างพระพุทธรูปไว้บูชา ตีคุณค่าว่า “การจารอักขระคำสอนแต่ละตัว มีค่าเสมอเท่ากับการสร้างพระพุทธรูปแต่ละองค์ๆ ดังคำประพันธ์เป็นคาถาบาลี ในท้ายคัมภีร์ “สาสนวํส” ว่า
                   อกฺขรา เอกํ เอกญฺจ                 พุทฺธรูปํ สมํ สิยา
                   ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต โปโส             ลิกฺเขยฺย ปิฏกตฺตยํ [13]
แปลความโดยศาสตราจารย์ แสง มนวิทูร)ว่า “อักษรตัวหนึ่ง เท่ากับพระพุทธรูปองค์หนึ่ง
          เพราะฉะนั้น คนที่เป็นบัณฑิต ควรเขียน(พิมพ์) พระไตรปิฎกเถิด”  
นอกจากใบลานแล้ว วัสดุอื่นที่นำมาจารึกคัมภีร์ ก็มีหลายอย่าง เช่น เปลือกต้นไม้ กาบหมาก กาบอินทผะลำ   ซี่ไม่ไผ่  แผ่นไม้  แผ่นทำจากเยื่อไม้(กระดาษปาปิรัส สมุดข่อย กระดาษสา) หนังสัตว์ เขาสัตว์ งาช้าง กระดูกสัตว์ แผ่นทองเหลือง-ทองแดง แผ่นสังกะสี ผืนผ้าและเท่าที่หาได้
การทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 4 ในประเทศอินเดีย ประมาณพ.ศ.643 โดยพระเจ้ากนิษกมหาราช ที่นครกัสมีระ ได้จารึกพระไตรปิฎก(ฉบับภาษาสันสกฤต) และอรรถกถาลงในแผ่นทองแดง
โดยทั่ว หากเป็นคัมภีร์สำคัญทางศาสนา ชาวพุทธที่ลังกา พม่า ไทย ลาว กัมพูชา นิยมใช้ใบลานจารและเก็บเป็นผูก รักษาไว้ที่หอไตร หากเป็นหนังสืออื่น นอกจากคัมภีร์ทางศาสนา แม้จะใช้ใบลานจารึก แต่เป็นใบลาน ขนาดเล็ก หรือ สั้นบ้าง แต่จะนิยมจารึกด้วยวัสดุอื่นๆ ทำนองเล่มสมุด หรือ พับสา
จุดเปลี่ยนการเขียนพระไตรปิฎกจากใบลานสู่เล่มสมุดของพม่า
ประมาณ ปีพุทธศักราช 2219 หรือ จุลศักราช 1038 ในรัชสมัยของพระเจ้าสิริปวรมหาราชา พระองค์ทรงโปรดให้สร้างพระไตรปิฎก โดยเอาสมุดมาขัดด้วยน้ำรักน้ำเกลี้ยง แล้วเขียนอักษรด้วยหรดาล(อ่านว่า หอระดาน) ปิดทองคำ เป็นลายรดน้ำ นับแต่นั้นเป็นต้นมาจนทุกวันนี้ ในรัฐพม่า ใช้เขียนหนังสือกันด้วยวิธีนี้[14]

2.1.7 พุกาม นครแห่งพระสถูปเจดีย์ 4,000 องค์
       เมื่อไปถึงพุกาม ก็เห็นพุกามใหม่ และพุกามเก่า ก่อนเข้าเขตนครโบราณก็เห็นพระสถูปเจดีย์เรียงรายตามหมู่บ้านในเส้นทางเป็นระยะห่าง แต่เห็นทุกหมู่บ้านมีพระเจดีย์ ทาสีทองอร่าม ยิ่งเข้ามาในพื้นที่โบราณ  จำนวน วัดและพระเจดีย์ ขนาดต่างๆ มีมากละลานตาไปหมด มองไปทางใด สุดขอบฟ้า สุดสายตาเรา จะเห็นแต่ยอดพระเจดีย์ ซ้อนๆกันเต็มพื้นที่ สมแล้วที่เขาเรียกว่า เมืองแห่งทะเลพระเจดีย์ เคยอ่านนิราศนรินทร์ โคลงบทที่  3 ที่กวีพรรณนาความรุ่งเรืองพระพุทธศาสนาในไทย ตอน “รินรสพระธรรม” ว่า
                       เรืองเรืองไตรรัตน์พ้น                      พันแสง
                รินรสพระธรรมแสดง                   ค่ำเช้า
                เจดีย์ระดะแซง                          เสียดยอด
                ยลยิ่งแสงแก้วเก้า                                แก่นหล้าหลากสวรรค์ [15]      

       แสดงว่า เพียงแค่ นครบางกอก ในสมัยรัชกาลที่ 2 วัดวาอารามเจริญรุ่งเรือง มองไปทางใด ก็เห็นยอดพระเจดีย์จากวัดต่างๆ สูงเสียดฟ้า ซ้อนๆกันสุดสายตา น่าอัศจรรย์ ยิ่งนัก นั่นที่เมืองไทย
แต่เมื่อมาถึงพุกาม ได้เห็นของจริง โอ.. ธัมโม.. สังโฆ... สถานที่ตั้งพระเจดีย์ ก็คือวัดต่างๆ พระเจดีย์ที่มีขนาดมหึมา ใหญ่โตพอๆ กับพระปฐมเจดีย์ ที่จังหวัดนครปฐม  เท่ากับพระเจดีย์ภูเขาทอง ที่วัดสระเกศ หรือ ขนาดเท่ากับพระปรางวัดอรุณ กรุงเทพฯ มีจำนวนเป็นครึ่งร้อยองค์ พระเจดีย์ที่มีขนาดย่อมลงมา เท่ากับพระเจดีย์วัดพระเชตุพนฯ ท่าเตียน  จำนวนเป็นพันองค์ ที่มีขนาดกระปริดกระปรอย เท่าพระเจดีย์ที่เราสร้างในวัดทั่วๆไป มีจำนวนหลายพันองค์   สมแล้วที่เรียกว่า “นครแห่งทะเลเจดีย์”
แต่ก่อน พุกามในสมัยรุ่งเรือง (มีระยะการปกครอง 250 ปี) เคยมีเจดีย์มากมายถึง 10,000(หมื่น)องค์ ที่ทำการสำรวจและบันทึกเอาไว้มีจำนวน 4,446 องค์ ปัจจุบัน เหลือพระเจดีย์เพียงแค่ 2,217 องค์(หายไปครึ่งหนึ่ง)  ทั้งนี้ เพราะเสื่อมและทรุดโทรมไปตามกาลเวลาบ้าง ถูกรื้อถอนเอาอิฐมาสร้างเป็นกำแพงเมือง ทำหอรบในสงครามครั้งสุดท้ายของพุกาม  กับพระเจ้ากุบไลข่าน แห่งมองโกลบ้าง    ที่น่าเสียดายมากก็คือ ภัยจากธรรมชาติ เมื่อ 2 ปี ที่ผ่านมา ประเทศพม่าประสบกับแผ่นดินไหวใหญ่ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2559 เวลา 16.40 น.(เวลาท้องถิ่น)  มีข่าวรายงานว่า พระเจดีย์โค่นล้มเสียหายไปกว่า 66 องค์ แต่มีรายงานบันทึกว่า เสียหายประมาณ 4 หลัง ในคราวแม่น้ำอิรวดีเกิดน้ำท่วมใหญ่ น้ำล้นตะหลิ่ง พลังน้ำได้กัดเซาะตะหลิ่งเข้ามาถึงฐานพระเจดีย์ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ และกระแสน้ำได้ดูดกลืนพระเจดีย์ทั้งองค์พังทะลายหายวับไปต่อหน้าต่อตา  นับแต่นี้ไป พระเจดีย์ที่พุกามก็ยิ่งนับวันจะเหลือน้อยลงไปทุกที
พระเจดีย์สำคัญที่พุกาม คือ  พระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกอง (Shwezigon Pagoda) เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ สวยงาม มีความสูงราว 53 เมตร หรือ 160 ฟุต สร้างถวายเป็นพุทธบูชา โดยพระเจ้าอนุรุทธ เพื่อบรรจุพระสารีริกธาตุส่วนพระนลาฏที่นำมาจาก สุธรรมนคร และ พระทันตธาตุ(พระเขี้ยวแก้ว) ที่อ้างว่า ได้รับมาจากศรีลังกา  เป็นเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่อีกแห่งหนึ่ง เป็นที่เคารพนับถือของชาวพม่า และนับเป็น 1 ใน 5 มหาบูชาสถานของประเทศพม่า คือ
1. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง บรรจุพระเกศาธาตุ นครย่างกุ้ง
2. พระมหาธาตุเจดีย์ชเวสิกอง บรรจุพระสารีริกธาตุส่วนพระนลาฏ และพระทันตธาตุ แห่งพุกาม
3. พระเจดีย์ชเวมอดอว์ หรือ พระธาตุมุเตา เป็น เจดีย์ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองหงสาวดี มีอายุเก่าแก่ยาวนานกว่า 2,000 ปี
4. พระเจดีย์ชเวซานดอร์ เมืองแปร(บางข้อมูล ให้นับพระธาตุอินแขวนแทนพระเจดีย์องค์นี้)   และ
5. พระมหามัยมุนี วัดมหามัยมุนี แห่งเมือง มัณฑะเลย์

พระเจดีย์ที่สูงที่สุดคือ พระเจดีย์วัดสัพพัญญู(Thatbyinnyu Temple) เป็นเจดีย์เก่าแก่ของเมืองพุกาม สร้างขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 12 โดย พระเจ้าอลองสิทธู เป็นเจดีย์ที่มีขนาดสูงใหญ่ที่สุดในบรรดาเจดีย์หลายพันองค์ทั่วเมือง โดยมีความสูงอยู่ที่ 61 เมตร ภายในมี 5 ชั้น เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปน้อยใหญ่ และมีส่วนที่เป็นหอพระไตรปิฎก วัดที่ใหญ่อีกวัดหนึ่งวิหารธรรมยังจี (Dhammayangyi Temple) สร้างขึ้นด้วยอิฐสีแดง อิฐทุกก้อนสมานกันแนบสนิท แม้เข็มเพียง 1 เล่ม ก็สอดเข้าไปไม่ได้
วัดที่สวยงามมีศิลปะแบบพุกาม ที่ละเลยมิได้เลยคือ วัดอานันดา หรือ อานันทะ วัดอนันดา สร้างขึ้นในปี พ.ศ.1633 ในสมัยของพระเจ้าจันสิทธา กษัตริย์พระองค์ที่ 3 แห่งอาณาจักรพุกาม เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนภูเขานันทมูล พื้นที่ของวัดอนันดา มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส และมีซุ้มประตูสี่ทิศ รูปทรงเหมือนไม้กางเขนแบบตะวันตก  เป็นวิหารที่เดินเข้าไปชมข้างในได้ มีซุ้ม 4 ซุ้ม ประดิษฐาน พระพุทธรูปยืนจาก ไม้สักแกะสลักท่อนเดียว สูง 9.5  เมตร ปิดทองทั้งองค์   มีจำนวน 4 องค์ ใน 4 ทิศ อยู่ภายในพระวิหาร เป็นตัวแทนพระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้แล้ว 4 พระองค์ [16]
ชาวพุทธพม่าจึงนิยมสร้างพระสถูปเจดีย์ ขนาดที่พุกามถูกเรียกว่า ทะเลพระเจดีย์ ?
พระสถูป หรือ พระเจดีย์ ได้แก่ สิ่งที่ก่อขึ้น  ที่เคารพบูชา  สิ่งที่เตือนใจให้ระลึกถึง ในที่นี้หมายถึง สถานที่หรือสิ่งที่เคารพบูชาเนื่องด้วยพระพุทธเจ้าหรือพระพุทธศาสนา เรียกเต็มว่า สัมมาสัมพุทธเจดีย์ หรือ พุทธเจดีย์ เป็นที่เก็บอัฐิธาตุ สารีริกธาตุ อังคารธาตุ หรือ อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของผู้ที่เราเคารพนับถือ เช่น พระศาสดา พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก หรือ พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม  และทำการกราบไหว้บูชา ผู้ที่เราควรเก็บธาตุและสร้างสถูปไว้บูชาเรียกว่า (ถูปารหบุคคล) การสร้างสถูป หรือเจดีย์ นับว่าเป็นการสร้างมหาบุญที่ยิ่งใหญ่ (ตำนานนอกพระไตรปิฎก ยังอ้างว่า ผู้ใดทำอนันตริยกรรม เช่น ปิตุฆาต มาตุฆาต ก็สร้างพระเจดีย์ หรือธาตุ ไถ่โทษบาปหนักได้ เช่น นิทานพระธาตุกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เป็นต้น)    อานิสงส์ผู้สร้างสถูปเจดีย์ และบูชาพระเจดีย์จะไม่ไปสู่อบายภูมิ มีสุคติเป็นที่หวัง ดังความในมหาปรินิพพานสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า
 “ถูปารหบุคคล 4 จำพวก  คือ พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า  สาวกของพระตถาคต พระเจ้าจักรพรรดิ ...บุคคลมีจิตให้เลื่อมใสว่า นี้เป็นสถูปของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า...เป็นสถูปของพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า...เป็นสถูปของสาวก..เป็นสถูปของพระธรรมราชา...พวกเขายังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว ครั้นสิ้นชีวิต ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”[17]
และที่ทรงตรัสเกี่ยวกับสังเวชนียสถานทั้ง 4 ว่า เป็น “เจดีย์” ที่เรียกว่า บริโภคเจดีย์ ในเจดีย์ 4 ประเภท คือ (1) ธาตุเจดีย์ (เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ)  (2) บริโภคเจดีย์ (เจดีย์คือสิ่งหรือสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยทรงใช้สอย อย่างแคบหมายถึงต้นโพธิ์ อย่างกว้าง หมายถึงสังเวชนียสถาน) (4) ตลอดจนสิ่งทั้งปวงที่พระพุทธเจ้าเคยทรงบริโภค เช่น บาตร จีวร และบริขารอื่นๆ เป็นต้น   (3) ธรรมเจดีย์ (เจดีย์บรรจุพระธรรม เช่น บรรจุใบลานจารึกพุทธพจน์แสดงหลักปฏิจจสมุปบาท เป็นต้น  (4) อุทเทสิกเจดีย์ (เจดีย์สร้างอุทิศพระพุทธเจ้า ได้แก่ พระพุทธรูป) [18]
  ดังความปรากฏในมหาปรินิพพานสูตรว่า
สังเวชนียสถาน 4 แห่ง เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา คือ (1) สถานที่พระตถาคตประสูติ
(2) สถานที่พระตถาคตตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (3) สถานที่พระตถาคตทรงประกาศธรรมจักรและ (4) สถานที่พระตถาคตเสด็จปรินิพพาน ... ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา จักมาด้วยความเชื่อว่า พระตถาคตประสูติในที่นี้...ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่นี้...แสดงธรรมจักร...ปรินิพพานในที่นี้
...เที่ยวจาริกไปยังเจดีย์ มีจิตเลื่อมใสแล้ว จักทำกาละลง...จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์[19]
          ผู้เรียบเรียงพอจะถอดกระแสนิยมการสร้างพระสถูปเจดีย์ของชาวพุทธพม่าได้ ดังนี้
ประการที่ 1 เป็นการสร้างมหากุศลที่ยิ่งใหญ่ในชีวิต ด้วยยึดถือทิฏฐานุคติจากคำสั่งสอนในมหาปรินิพพานสูตร ทั้งด้วยคติการสร้างมหากุศลที่ชาวพม่าถือตามประเพณีว่า “การทำบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต ก็คือการได้สร้างพระเจดีย์ หรือร่วมสร้างพระเจดีย์ จะได้ผลานิสงส์มหาศาล”  กษัตริย์ ขุนนาง เศรษฐี คหบดี พระสงฆ์ และชาวบ้านจึงถือเป็นประเพณีว่า เมื่อมีความสามารถก็ต้องสร้างพระเจดีย์และสร้างวัด
ประการที่ 2 เป็นการสร้างอนุสรณ์สถานและอนุสาวรีย์ประจำตะกูล จากตำนานปรัมปรา นับแต่นับถือพระพุทธศาสนา เมืองพม่า อุดมไปด้วยพระธาตุของพระพุทธเจ้า และพระอรหันตธาตุ เช่น ตปุสสะ ภัลลิกะ นำพระเกศาธาตุที่ได้รับประทานจากพุทธเจ้า 8 พระองค์ แล้วมาสร้างพระเจดีย์ชเวดากอง บรรจุพระเกศาธาตุเอาไว้บูชา ที่อุกกละ(ย้างกุ้ง), พระเจ้าทวัตโปงคะ เมืองศรีเกษตร สร้างพระเจดีย์ 6 องค์, ที่เมืองพะโค หรือ หงสาวดี มีพระเจดีย์ชื่อ ชเวดอมอร์ หรือพระธาตุมุเตา   ที่เมืองสะเทิม หรือ สุธรรมวดี การพระศาสนารุ่งเรือง พระสงฆ์ทรงไตรปิฎก พระราชารอบรู้พระไตรปิฎก มีการสร้าสถูปเจดีย์ที่บรรจุพระสารีริกธาตุมากมาย เมื่อพระอนุรุทธ ปราบราชามโนหาร์ได้ ก็ให้นำพระสารีริกธาตุ โดยเฉพาะ พระธาตุส่วนพนะนลาฏ และ พระทันตธาตุ จากสุธรรมนคร มาสร้างพระเจดีย์ชเวซิกองเป็นแบบอย่าง จากนั้น อนุชนราชา ต่างก็ได้ถือเป็นธรรมเนียมว่า ใครเป็นกษัตริย์ก็ต้องสร้างวัดและพระเจดีย์ประจำรัชกาล เป็นเวลา 250 ปี หากนับคร่าว สร้างปีละ 10 พระเจดีย์หรือวัด ก็จะมีเกือบ 3,000 พระเจดีย์
ประการที่ 3  เป็นการสร้างเพื่อประดิษฐานสิ่งเคารพบูชาอื่น ๆ การสร้างพระเจดีย์วิหาร ที่เป็นสถาปัตยกรรมทางศาสนา นอกจากการสร้างเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือ พระธาตุแล้ว ยังสร้างเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป  พระพุทธบาท พระไตรปิฎก ถือว่าเป็นการอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนา ได้อานิสงส์มหาศาล เรื่องความเชื่อทำนองนี้ มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์อปาทาน พระสุตตันตปิฎกที่เล่าถึงบุรพกุศลที่พระเถระ พระเถรี ที่ทำในบางก่อน ที่เกี่ยวกับการสร้างพระเจดีย์ สร้างวิหาร หรือการกราบไหว้บูชาพระเจดีย์วิหาร ทางล้านนาก็มีคัมภีร์อานิสงส์การสร้างเจดีย์ หลายสำนวน โดยอ้างพระปิณฑธานเถระ ที่ถวายเพียงก้อนดิน 1 ก้อน ช่วยเขาสร้างพระเจดีย์ ยังได้อานิสงส์ บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้
(โปรดอ่านต่อตอนที่ 5)



[1] ศาสนวงศ์, หน้า 56.
[2] สาสนวํส, หน้า 54-55.
[3] ดวงกมล การไทย, (2559), เมียนมา – ศาสนาและความเชื่อ, บทความลงในฐานข้อมูลสังคม – วัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Database of Southeast Asian Sociocultural Information) เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 2559. สืบค้นจาก http://www.sac.or.th/databases/southeastasia/subject.php?c_id=6&sj_id=57 วีนที่ 26 พฤษภาคม 2562.
[4] วิรัช นิยมธรรม และ อรนุช นิยมธรรม, (2551):143-144.
[5] เรื่องเดียวกัน หน้า 168.
[6] สานสวํส, หน้า 64-65.
[7] สาสนวํส, หน้า 92-93.
[8] พงศาวดารพม่าฉบับหอแก้ว  แปลโดย นายต่อ. (2545). มหาราชวงษ์ พงศาวดารพม่า. กรุงเทพฯ : มติชน. ข้อมูลจากเพจ: รามัญคดี – MON Studies. เขียนโดย อาโด๊ด วันศุกร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ.2561
[9] สาสนวํส, หน้า 111.
[10] https://th.wikipedia.org/wiki/คัมภีร์ทางศาสนาพุทธในประเทศไทย สืบค้นวันที่ 22 พฤษภาคม 2562.
[11] พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, (2556), เวสสันตรทีปนี : สารคุณค่าและนัยสำคัญต่อวิถีสังคมและวัฒนธรรมล้านนา, ในหนังสือ ตามรอยพระสิริมังคลาจารย์, เชียงใหม่ :  มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิยาเขตเชียงใหม่, หน้า 25-27.
[12] https://en.wikipedia.org/wiki/Palm-leaf_manuscript สืบค้น วันที่ 21 พฤษภาคม 2562  HomeSanskrit Manuscripts MS Add.1049.1 Pārameśvaratantra (MS Add.1049.1) One of the oldest known dated Sanskrit manuscripts from South Asia, this specimen transmits a substantial portion of the Pārameśvaratantra, a scripture of the Śaiva Siddhānta, one of the Tantric theological schools that taught the worship of Śiva as "Supreme Lord" (the literal meaning of Parameśvara). No other manuscript of this work is known, but nine chapters are transmitted in the Prāyaścittasamuccaya of Hṛdayaśiva (see Add. 2833), where the work is referred to as the Puskaratantra or Puṣkara-Pārameśvaratantra (see Goodall 1998, particularly p. xliii). According to the colophon, it was copied in the year 252, which some scholars judge to be of the era established by the Nepalese king Aṃśuvarman (also known as Mānadeva), therefore corresponding to 828 CE.
[13] สาสนวํส, หน้า 192.
[14] สาสนวํส, หน้า 171.
[15] นิราศนรินทร์, แต่งโดยนายนรินทร์ธิเบศ(อิน), 2352, อ้างอิงจาก พ. ณ ประมวญมารค, (2513), นิราศนรินทร์คำโคลงและนิราศปลีกย่อย. พระนคร : แพร่พิทยา..
[16] https://palanla.com/index.
[17] ที.ม.(มหาปรินิพพานสูตร), 9/134/
[18] พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต), (2547), พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรรม ข้อ 141.
[19]  ที.ม.(มหาปรินิพพานสูตร), 9/131/


พม่า เมืองพระเมืองพุทธ ตอนที่ 3 (สุวรรณภูมิ คือ เมือง สะเทิม สุธรรมปุระ?)


          1.2 เมืองสะเทิม(Thaton) หรือ เมืองสุธรรม(Sutham)  คือ สุวรรณภูมิ ???
          พระปัญญาสามี สังฆปราชญ์ชาวพม่า ผู้รจนาคัมภีร์ “สาสนวํส”  หรือ ศาสนวงศ์ อ้างว่า “สุวรรณภูมิ” เป็นชื่อรัฐหนึ่ง ในรัฐรามัญ ทั้ง 3 คือ หงสาวดี(พะโค) เมาะตะมะ(บาลี ว่า มุตติมะ) และ สุวรรณภูมิ ซึ่งก็คือ       “สุธรรมนคร”  อาณาจักรมอญในอดีต หรือ เมือง “สะเทิม(Thaton)” ในปัจจุบัน  โดยให้เหตุผลประกอบข้อควรพิจารณา 2 ประเด็น คือ  โดยการอนุมานจากระยะทาง(มคฺคานุมานโต) และ   โดยการอนุมานทางพื้นที่(ฐานานุมานโต)
ประเด็นที่ 1 การอนุมานจากระยะทาง(มคฺคานุมานโต)   ท่านปัญญาสามีกล่าวว่า ระยะทางจากเกาะสีหล(ลังกา) ถึง สุวรรณภูมิ มีระยะทางเท่ากันกับระยะทางจากเมืองสุธรรมสู่สีหล(ลังกา) คือ ประมาณ 700 โยชน์  โดยแล่นเรือใบจากเกาะสิงหล มาสู่เมืองสุธรรม ใช้เวลาเดินทาง 7 วัน 7 คืน และในทางกลับกัน เมื่อเดินทาง โดยแล่นเรือใบ จากสุธรรมนคร ถึง เกาะสิงหล ก็ใช้เวลา 7 วัน 7 คืนถึงเช่นกัน แสดงว่า โดยการเดินทางด้วยเรือใบ ระยะเดินทางเท่ากัน [1]
ประเด็นที่ 2 การอนุมานโดยสถานที่(ฐานานุมานโต)  ท่านปัญญาสามีอธิบายว่า จากอรรถกถา ดินแดนสุวรรณภูมิตั้งอยู่ใกล้ฝั่งมหาสมุทร เป็นเมืองท่าใหญ่ พวกพ่อค้าชาวต่างประเทศ ต่างมารวมตัวกันประกอบอาชีพค้าขายที่นั่น แม้เมืองสุธรรม ในปัจจุบัน ก็ตั้งอยู่ใกล้ฝั่งมหาสมุทร [2] นี่ว่าโดยตำแหน่งพิกัดสถานที่
ดังนั้น เมืองสะเทิม หรือ สุธรรมปุร / สุธรรมวดี ก็คือ สุวรรณภูมิ ที่พระโสณะ พระอุตตระมาเผยแผ่พระพุทธศาสนานับแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ 3 คือ ในปี พ.ศ. 235  นี่ว่าโดยหลักฐานจากเอกสาร
ต่อไปว่าโดย ตำนานปรัมปรา ก่อนมาถึงของพระโสณะและพระอุตตระ
ตำนานปรัมปราที่เล่าขานสืบมาได้อ้างว่า ชาวพม่าได้นับถือพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ปฐมโพธิกาล ดังนี้
พระพุทธศาสนาเข้ามาครั้งที่ 1. ที่นครย่างกุ้ง ชาวพม่าเชื่อว่า พานิช 2 พี่น้อง คือ ตปุสสะ และ ภัลลิกะ จากอุกกละชนบทนั้น เป็นชาวพม่า เพราะเมือง “อุกกละ” ก็คือ “ย่างกุ้ง” (Yangon) พวกเขาไปค้าขายที่ แดนชมพูทวีป ไปถึงตำบลอุรุเวลา และได้พบพระพุทธเจ้า ขณะเสวยวิมุติสุขหลังการตรัสรู้ใหม่ๆ ในสัปดาห์ที่ 7 ที่ใต้ต้นไม้เกตุ พวกเขาได้ถวายข้าวสัตตุก้อนสัตตุผง และประกาศตนเป็นอุบาสก ผู้นับถือพระพุทธและพระธรรม เป็นสรณะ ที่เรียกว่า “ทะเววาจิกอุบาสก” พระพุทธเจ้าทรงมอบพระเกศาให้เขามา 8 เส้น เมื่อพวกเขากลับมา ก็ได้นำมาสร้างพระเจดีย์บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าเอาไว้ที่เมืองพม่า นั่นก็คือ “พระมหาเจดีย์ชเวดากอง” (Shwedagon Pagoda) ที่นครย่างกุ้ง [3]
พระพุทธศาสนาเข้ามาครั้งที่ 2 พระอินทร์ สร้างเมืองสุธรรม  มอบให้ พระยาสีหราช ซึ่งเป็นมนุษย์ที่เกิดจากไข่นาคครองเมือง  พระยาสีหราช มีน้องชายคนหนึ่ง แต่น้องชายได้ตายไปเกิดในเมืองมิถิลา ประเทศอินเดีย มีชื่อ “ควัมปติ” ต่อมา เขาได้บวชในสำนักพระพุทธเจ้า บรรลุเป็นพระอรหันต์ มีฤทธิมาก มีทิพยจักขุ เล็งเห็นว่า มารดาที่สิ้นชีวิตไปนั้น ได้ไปเกิดที่เมืองสุธรรม จึงเดินทางมาโปรด รวมทั้งได้โปรดพระยาสีหราช  หลังจากพุทธปรินิพพานไป 8 ปี พระควัมปติ ก็นำพระทันตธาตุ 33 องค์ มาประดิษฐานไว้ที่ สุธรรมนคร
ตำนานปรัมปราทำนองนี้ มีเล่าอย่างดาษดื่น ในวรรณกรรมทางศาสนาแต่ก่อน ของประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา เช่น สยาม ล้านช้าง ล้านนา เป็นต้น  เพื่อสร้างตำนานท้องถิ่น เชื่อมโยงกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเคารพนับคือ เช่น โยงว่า สถานที่เหล่านี้ พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาด้วยพระองค์เอง และทำนายว่า อะไรจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ภายหลังจากที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้ว  หรือ พระองค์สั่งมอบให้ใครมาสานต่อภารกิจที่พระพุทธองค์ทรงมอบหมายให้มาดำเนินการ   
ขอให้ผู้อ่าน จงฟังเอาศรัทธา แต่อย่าถามหาเหตุผล เพราะจะไม่มีหลักฐานเชิงวัตถุมายืนยัน แต่มีความเชื่อเต็มหัวใจ ความเชื่อจึงเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ยึดเหนี่ยว เกาะกุม มนุษย์ที่มีความเชื่อแบบเดียวกัน ให้มาอยู่รวมกัน สร้างศาสนา สร้างประเทศชาติ และ สร้างวัฒนธรรมประเพณีเป็นเอกลักษณ์ของตน
(โปรดอ่านต่อ ตอนที่ 4)



[1] พระปัญญาสามี; ภิกษุชาวพม่า, (2405), สาสนวํส, หน้า 12.(“เตสุ ปน นวสุ ฐาเนสุ สุวณฺณภูมินาม อธุนา สุธมฺมนครเมว.  กถํ มคฺคานุมานโต? อิโต กิร สุวณฺณภูมิ สตฺตมตฺตานิ  โยชนสตานิ โหนฺติ...สธมฺมปุรโต กิรั หิ สีหฬทีปํ สตฺตมตฺตานิ โยชนสตานิ โหนฺติ อุชํวายุ – อาคมนกาเล คจฺฉนฺตี วายุนาวา สตฺตหิ อโหรตฺเตหิ สมฺปาปุณาติ”)
[2] เรื่องเดียวกัน, (“กถํ ฐานานุมานโต?  สุวณฺณภูมิ กิร มหาสมุทฺทสมีเป ติฏฺฐติ นานาเวรชฺชกานํ ปิ วานิชานํ อุปสงฺกมนฏฺฐานภูตํ มหาติตฺถํ โหติ... สุธมฺมปุรมฺปิ อธุนา มหาสมุทฺทสมีเป เยว ติฏฺฐติ”)
[3] Roger Bischoff, (1966), Buddhism in Myanmar: A Short History. (“Tapussa and Bhallika made an offering of rice cake and honey to the Buddha and took the two refuges, the refuge in the Buddha and the refuge in the Dhamma (the Sangha, the third refuge, did not exist yet). As they were about to depart, they asked the Buddha for an object to worship in his stead and he gave them eight hairs from his head. After the two returned from their journey, they enshrined the three hairs in a stupa which is now the great Shwedagon Pagoda in Yangon.”) สืบค้นจาก https://www.accesstoinsight.org/lib/authors /bischoff/ /wheel399.html วันที่ 10 เมษายน 2562.

พม่า เมืองพระเมืองพุทธ ตอนที่ 2 (กลุ่มชาติพันธุ์พม่า)


1. พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่ประเทศพม่า[1]
          1.1 กลุ่มชาติพันธุ์ในดินแดนพม่า
          ประเทศสหภาพพม่า (The Union of Burmar) หรือ เรียกเป็นทางการว่า “สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์(Republic of the Union of Myanmar) ในอดีต ประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์หลักๆ 4 กลุ่ม คือ มอญ(The Mon),  พยู(The Pyu), พม่า/เมียนม่า(Myanmar) และ ฉาน / ไต หรือ ไท (Shan/ Tai or Thai) โดยชาวมอญ(The Mon) อาศัยอยู่ทางตอนใต้พม่า มีเมือง “สะเทิม” หรือ “สุธรรม”,  “หงสาวดี” หรือ “พะโค(Pegu)”  และบางส่วนติดกับภาคตะวันตกของไทย (เชื้อชาติมอญมีความสัมพันธ์กับเชื้อชาติเขมร : มอญ-เขมร), ชาวพยู(The Pyu), มีเชื้อสาย แบบทิเบต-พม่า คล้ายกับชาวพม่า อาศัยอยู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิราวดี(the Irrawaddy valley) ตอนกลางประเทศ ก่อนที่ชาวพม่าจะอพยพลงมาจากทางเหนือ ตั้งอาณาจักรที่เรียกว่า “ศรีเกษตร”,  ขณะที่ชาวพม่า/เมียนม่า(Myanmar)  อาศัยอยู่ดินแดนทางตอนเหนือ ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง หรือ อพยพมาจากจากที่ราบเอเชียกลาง เข้ามาประมาณช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 10 ตั้งอาณาจัก “พุกาม” (Pugam or Pegan / Began),  กลุ่มสุดท้าย ชาวฉาน หรือชาวไต อาศัยอยู่บริเวณทางตอนเหนือของพม่าและบางส่วนทางตอนเหนือของประเทศไทย[2]   พม่าปัจจุบัน ประกอบไปด้วยเผ่าพันธุ์หลักๆ  8 กลุ่มชาติพันธุ์ คือ พม่า (Bamar) ฉิ่น (Chin) กะฉิ่น (Kachin) คะยิ่น (Kayin) คะยา (Kayah) มอญ (Mon) ยะไข่ (Rakhine) และ ฉาน (Shan) ยังมีชนกลุ่มน้อยอยู่หลากหลายมากกว่า 135 เผ่า  
          พระพุทธศาสนา กำเนิดขึ้นที่ประเทศอินเดีย หรือ ชมพูทวีป เมื่อ 45 ปี ก่อนพุทธศักราช ได้เผยแผ่จำกัดวงพื้นที่ เฉพาะในประเทศอินเดีย แดนมาตุภูมิ เป็นเวลาถึง 280 ปี โดยประมาณ(45+235)[3]  ด้วยวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลของพระโมคคัลลีบุตร ติสสเถระ และพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้อุปถัมภ์การทำตติยสังคีติ(สังคายนาครั้งที่ 3) ในปี พ.ศ. 235 ณ ปาฏลีบุตร ปัจจุบัน เรียกว่า “ปัตนะ(Patna)”  ทั้งสองท่านพิจารณาว่า  “ในอนาคตพระพุทธศาสนาเหมาะที่จะไปเจริญรุ่งเรืองใน ปัจจันตชนบท”[4] (หมายถึง ขยายพื้นที่ออกไปจากศูนย์กลางอินเดียสู่พื้นที่อื่นๆ ) จึงได้ส่งพระสมณะทูตออกไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างแดนถึง 9 สาย ดังที่ทราบกัน
แต่พระสมณะทูตที่สัมพันธ์กับประเทศพม่าและประเทศไทย มี 2 สาย คือ สมณะทูตสายที่ 8 นำโดยพระโสณและพระอุตระ ไปสู่สุวรรณภูมิ ในวันขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12  ปี พ.ศ. 235  และ สมณะทูตสายที่ 9 นำโดย พระมหามหินทเถระ พระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ไปสู่เกาะสีหล หรือ เกาะลังกา ในกลางเดือน 7 ปี พ.ศ. 236 ช้ากว่า พระสมณะทูตสายอื่นๆ ที่ไปสู่ต่างแดนถึง 7 เดือน [5]
          กล่าวได้ว่า ประมาณ พ.ศ. 235 พระพุทธศาสนาจากประเทศอินเดียได้เข้าสู่แดนสุวรรณภูมิ  เรื่อง ดินแดน “สุวรรณภูมิ”นี้ ต่างฝ่ายต่างก็อ้างว่า “สุวรรณภูมิ” เป็นดินแดนที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ประเทศของตน  เช่น  กลุ่มพม่า (อันที่จริงน่าจะเป็นกลุ่มมอญ) ก็อ้างว่า สุวรรณภูมิ คือ เมืองสะเทิม หรือ สุธรรมวดี ขณะที่ไทยสยาม ก็อ้างว่า สุวรรณภูมิ ก็คือ ทวาราวดี หรือ นครปฐม เพราะมีพระปฐมเจดีย์ตั้งตระหง่านเป็นประจักษ์พยาน ขณะที่ชาวอินโดนีเซีย ก็จะดึงสุวรรณภูมิไปที่เกาะสุมาตรา แถมชาวล้านนาสมัยก่อนบางท่านอ้างว่า สุวรรณภูมิ อาจหมายถึงอาณาจักรหริภุญไชย ของพระนางจามเทวี อย่างไรก็ตาม สุวรรณภูมิ จะเป็นพื้นที่ใด หรือได้แก่เมืองใดแน่ๆ ก็สุดที่จะชี้ชัดลงไปได้
          หลักฐานจากคัมภีร์สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวินัยปิฎก ภาษาบาลี พระพุทธโฆสาจารย์(ราว พ.ศ. 956) กล่าวว่า เมื่อพระโสณะและพระอุตระ พร้อมด้วยพระสงฆ์ รวม 5 รูป เดินทางมาถึงสุวรรณภูมินั้น ชาวบ้านครั้งเห็นกลุ่มท่านเข้ามา ต่างช่วยกันถืออาวุธมุ่งจะเข้ามาทำร้าย ท่านจึงถามว่า เหตุใจจะเข้ามาทำร้าย ก็ได้รับคำตอบว่า ที่เมืองนี้ มีนางผีเสื้อสมุทรตนหนึ่ง(ผีเสื้อน้ำ) ขึ้นมาจากมหาสมุทร และชอบมาจับทารกที่เกิดในราชตระกูลไปกินเป็นอาหารเสมอ และวันนี้พอดี มีทารกเกิดมาในราชตระกูลด้วย เมื่อเห็นพวกท่านมา ก็เดาเอาว่า ท่านต้องเป็นพวกนางผีเสื้อสมุทรแปลงกายมาจะมาจับทารกกินเป็นแน่ จึงรีบจะมาเพื่อช่วยกันประหารกำจัดภัยเสีย พระเถระก็บอกว่า ท่านเป็นสมณะ เป็นผู้ทรงศีล ประพฤติพรหมจรรย์ ดำรงตนในธรรมที่ดี (จะเป็นพวกนางผีเสื้อสมุทรไปได้อย่างไร)[6]  จากข้อความนี้ จึงชี้ลงไปว่า“สุวรรณภูมิ” จึงเป็นเมืองท่าสำคัญตั้งอยู่ที่ “ริมฝั่งมหาสมุทร” เมืองท่าฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรอินเดีย หรือ เมืองท่าปากอ่าวอันดามัน แต่ตั้งอยู่ ณ ตรงจุดใด ในพื้นชายทะเล ที่เป็นเมืองท่าค้าขาย การสัญจรทางน้ำที่เก่าแก่ของโลกทางตะวันออกแน่ ?
(โปรดอ่านต่อตอนที่ 3)



[1]  ชื่อประเทศพม่า ภาษาบาลีเรียกว่า “มรมฺมปเทส” และ คำว่า “มอญ” ภาษาบาลี เรียกว่า “รามญฺญ”
[2] Roger Bischoff, (1966), Buddhism in Myanmar: A Short History. สืบค้นจาก
https://www.accesstoinsight. org/lib/authors/bischoff/wheel399.html วันที่ 10 เมษายน 2562.
[3] พระปัญญาสามี; ภิกษุชาวพม่า, (2405), สาสนวํส, หน้า 18 ;  แสง มนวิทูร, แปล, (2506), ในชื่อ ศาสนวงศ์ หรือประวัติศาสนา, พิมพ์เพื่อเป็นอนุสรณ์เนื่องในงานพระราชทานเพลิงศพ สมเด็จพระพุฒาจารย์(โสม ฉนฺโน), หน้า 25.
[4] สมนฺตปาสาทิกา วินยฏฺฐกถา ปฐโม ภาโค, นิพนธ์โดย พระพุทธโฆสาจารย์, (2515) ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย (ภาษาบาลี หน้า 63.
[5] เรื่องเดียวกัน หน้า 23-24.
[6]  สมนฺตปาสาทิกา วินยฏฺฐกถา ปฐโม ภาโค,  (2515), ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย, (ภาษาบาลี หน้า 68-69 โสณกตฺเถโรปิ สทฺธึ อุตฺตรตฺเถเรน สุวณฺณภูมึ อคมาสิ. เตน จ สมเยน ตตฺถ เอกา รกฺขสี สมุทฺทโต นิกฺขมิตฺวา ราชกุเล ชาเต ชาเต ทารเก ขาทติ. ตํทิวสเมว ราชกุเล เอโก ทารโก ชาโต โหติ. มนุสฺสา เถรํ ทิสฺวา รกฺขสานํ สหายโก เอโสติ มญฺญมานา อาวุธานิ คเหตฺวา เถรํ ปหริตุกามา คจฺฉนฺติ . ... เถโร น มยํ รกฺขสสหายกา สมณา นาม มยํ วิรตา ปาณาติปาตา ...สีลวนฺโต พฺรหฺมจาริโน กลฺยาณธมฺมาติ อาห.    

พม่า : เมืองพระเมืองพุทธ ตอนที่ 1 (บุณยยาตรา มัณฑะเลย์ พุกาม)


พม่า : เมืองพระเมืองพุทธ
Myanmar : The Buddhist Country
พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์
ผู้ร่วมแสวงบุญยาตรา พุกาม-มัณฑะเลย์
5-8 เมษายน 2562
มีภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อเป็นชาวพม่าก็เท่ากับการเป็นชาวพุทธ”
There is a proverb that states, To be Burmese is to be Buddhist.”
ตัวแปรของสมการนี้ คือ อะไร ถ้ากลับข้างสมการแล้ว จะได้ค่าเท่ากันหรือไม่ นั่นคือ
“การเป็นชาวพุทธ ก็เท่ากับ การเป็นชาวพม่า”
อยากรู้คำตอบ ต้องถอดดีเอ็นเอชองพม่า
ความเบื้องต้น
          นโยบายของหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต  สาขาพระพุทธศาสนา ของศูนย์บัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่  ที่ทุกปีจะจัดโครงการพัฒนาคุณภาพทางวิชาการ โดยคณาจารย์และนิสิตพากันไปศึกษาดูงานพระพุทธศาสนา ในประเทศที่เป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา หรือประเทศที่เคยนับถือพระพุทธศาสนามาก่อน และหรือประเทศที่นับถือประพุทธศาสนาในปัจจุบัน  ตัวอย่างเคยไป ประเทศอินเดีย -เนปาล หลายครั้ง  เคยไปประเทศเวียดนาม และประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวมาแล้ว แต่พวกเราชาวบัณฑิตศึกษา ยังไม่เคยไปประเทศศรีลังกา กัมพูชา และพม่า หรือ “เมียนมาร์” ในปัจจุบัน
ทุกครั้งที่บัณฑิตศึกษาจัดโครงการไปศึกษาดูงานทางพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ ด้วยเหตุผลหลายประการ ผู้เขียนไม่มีโอกาสไปร่วมเลยสักครั้ง แต่คราวนี้ คณาจารย์บัณฑิตศึกษา วิทยาเขตเชียงใหม่ ได้ปรึกษากันว่า ประเทศพม่ามีประวัติศาสตร์ทางพุทธศาสนาที่เจริญรุ่งเรือง เคียงบ่าเคียงไหล่กับสยามมาตั้งแต่อดีต ย้อนไปไกลถึงราวพุทธต้นศตวรรษที่ 3  เมื่อ “ชาวสุวรรณภูมิ” (พม่าและสยาม) รับเอาพระพุทธศาสนาที่นำมาเผยแผ่ โดยพระสมณทูตสายที่ 8 ซึ่งมีพระโสณเถระกับพระอุตตระเถระเป็นหัวหน้า ที่พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย ส่งมาประกาศถึงดินแดนแถบนี้  เป็นการสมควรที่โครงการศึกษาพระพุทธศาสนาในปีนี้ ต้องไปศึกษาดูงานที่ประเทศพม่า   และช่วยกันเลือกพื้นที่สำคัญหลายแห่งมาชั่งกันดูว่า ในเวลาที่จำกัด ควรไปสถานที่ใดบ้าง ก็เลยมาตกผลึกเลือกสถานศึกษาที่ นครพุกาม(Pegan หรือ Began) ซึ่งเป็นดินแดนแห่งทะเลพระเจดีย์ และ มัณฑะเลย์(Mandalay) เมืองที่พระเจ้ามินดงทรงอุปถัมภ์การจัดทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 5 และจารึกพระไตรปิฎกลงในแผ่นหินอ่อน มีจำนวนถึง 729 แผ่น ด้านหนึ่งจารึกเป็นภาษาบาลี และอีกด้านหนึ่งจารึกคำแปลเป็นภาษาพม่า และสร้างเจดีย์ขนาดเหมาะสม ครอบศิลาจารึกพระไตรปิฎกแต่ละแผ่นเอาไว้ ที่วัดกุโสดอ(Kuthodaw Temple) นี้คือมรดกของโลก   
ทั้งได้ทราบว่า ที่มัณฑะเลย์แห่งนี้ มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ของรัฐ เป็นสถาบันที่จัดการศึกษาถึงระดับปริญญาเอก แห่งที่ 2 ของประเทศ (แห่งที่ 1 ตั้งอยู่ที่ นครย่างกุ้ง) หากคณะศึกษาดูงานได้เข้าไปจัดเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการศึกษาของที่นี่ คงจะเป็นกำไรที่ไม่อาจประมาณค่าได้
           ด้วยเหตุผลที่กล่าวมา บัณฑิตศึกษา ก็ตัดสินใจไปศึกษาดูงานที่ประเทศพม่า  ครั้งแรกผู้เขียนถอดใจแล้วว่า คงไม่มีโอกาสไปร่วมบุญยาตราด้วย แม้ว่าปรารถนาอยากไปเป็นที่สุด เพราะติดภาระงานสอนนักศึกษาชาว อเมริกา ในโครงการ USAC : Spring Season 2019 (The University Abroad Consortium) ที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แต่ด้วยปีนี้ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่  ได้เกิดสภาพมลภาวะฝุ่นในบรรยากาศ (PM 2.5) ที่เข้มข้นเกินกว่าระดับมาตรฐานความปลอดภัย ขึ้นถึงขีดอันตราย สูงที่สุดในโลก ทางโครงการ USAC จึงได้งดการเรียนการสอนในชั้นเรียน เป็นเวลา 1 อาทิตย์ และให้คณาจารย์บันทึกเทปวีดิทัศน์การบรรยายและส่งทางออนไลน์ ส่งให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยสื่อการสอนออนไลน์ ด้วยบุญนี้ ทำให้ผู้เขียนได้ไปแสวงบุญยาตรา
จะได้เห็นด้วยตาว่า ชาวพุทธพม่าที่มัณฑะเลย์ ตื่นแต่ตีสี่และตั้งใจเดินทางออกจากบ้านมาวัดมหามัยมุนี เพื่อไปเข้าคิวร่วมพิธีสรงน้ำพระพักตร “พระมหามัยมุนี” ต้องการดูด้วยตาว่า ยังมีชาวพุทธ ทุกเพศ ทุกวัย เข้าไปวัดกราบไหว้พระเจดีย์ เดินเวียนเทียน และนั่งสวดมนต์ภาวนาที่รอบฐานพระเจดีย์ ตลอดวัน จนมืดจนค่ำ แม้จะเป็นเวลา สองทุ่ม-สามทุ่ม(20 -21 นาฬิกา) ก็ยังมีผู้คนหนาตา หลั่งไหลพากันเดินเข้าวัดมามิได้ขาด
ทั้งอยากจะเห็นว่า เมืองพุกาม มีพื้นที่ไม่น้อย เป็นร้อยตารางกิโลเมตร แต่มีพระสถูปเจดีย์ ทั้งขนาดใหญ่ และขนาดเล็ก ตั้งเรียงราย กระจายเต็มผืนดิน มองไปทิศทางใด ไกลสุดลูกหูลูกตา ก็เห็นแต่ยอดพระเจดีย์
และที่อยากเห็นเป็นบุญตาอีกอย่างหนึ่งก็คือ ที่ประเทศพม่าปัจจุบัน ยังมีพระภิกษุ ที่สามารถท่องจำเนื้อหาพระไตรปิฎกได้หมดทั้งสามปิฎก และท่านเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ มีจำนวนเป็น 10 รูป หากมีบุญจะได้เห็น
          ที่จาระไนมานี้ เป็นเพียงดอกผลที่ผลิบาน หรือ ปลายน้ำที่ปากอ่าวเมาะตะบันของพระพุทธศาสนาในพม่า เมื่อผู้เขียนได้โอกาสมาเยือนจริงๆ จึงอยากจะย้อนรอยถอยลึกเข้าไปดู กิ่ง ก้าน ลำต้น และราก โดยผ่าน ปลายน้ำกลางน้ำ และ สืบถึงต้นน้ำ อันเป็นกระบวนการที่สร้างความเป็นชาวพุทธแบบพม่าที่ยิ่งใหญ่ นับแต่ พระเจ้าอนุรุทธ[1] หรือ พระเจ้าอโนรธา ที่ฟื้นฟูพระพุทธศาสนา“เถรวาทแบบพุกาม”ขึ้นมา  พระเจ้ามินดง ผู้สร้างพระไตรปิฎกฉบับหินอ่อน ที่วัดกุโสดอ ถ้าข้อมูลเกี่ยวโยงถึงอดีตอาณาจักรมอญ เช่น ศรีเกษตร หรือ หงสาวดี ก็จะเล่าเท่าที่จำเป็น
มาดูกันว่า ในเวลาเพียง 4 วัน 3 คืน ผู้เขียนจะค้นพบอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ที่เป็นรากฐานแห่งพระพุทธศาสนาของชาวพม่าในอดีต ที่พอนำมาย่อยเป็นสาระได้บ้าง โปรดติดตาม
(โปรดอ่านต่อ ตอนที่ 2)



[1]  บางทีเรียกว่า “อนิรุทธ์” หรือ “อโนรธามังช่อ” ในเอกสารนี้ จะใช้คำว่า “อนุรุทธ”