อันตรธาน / ความเสื่อมในพระพุทธศาสนา
Antaradhāna / the Decline in Buddhism
พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์
เรียบเรียงเพื่อเป็นข้อมูลถวายพระอาจารย์อธิวัฒน์ รตนวณฺโณ เสนอ ประกอบภาพ พระพุทธรูป
1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหา
พระพุทธศาสนาสมัยพุทธกาล เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ แห่งนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสสักกะ ทรงเบื่อหน่ายในกามสุขและทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ได้ทรงสละราชสมบัติออกผนวช และบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ อริยสัจ 4 ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ได้พระนามเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อก่อนพุทธศักราช 45 ปี พระองค์ทรงประกาศศาสนา ด้วยการแสดงปฐมเทศนา ชื่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่เน้นการหลีกเลี่ยงปฏิบัติตามทางสุดโต่ง 2 สาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค แต่เน้นปฏิบัติ ทางสายกลาย คือ มัชฌิมาปฏิปทา แก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพารณสี ผลการฟังธรรม ได้เกิดพระอริยสังฆสาวกองค์แรก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ทำให้พระรัตนตรัย ครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จากนั้น พระพุทธเจ้า และเหล่าสาวกช่วยกันจาริกเผยแผ่พุทธธรรมในดินแดนชมพูทวีป
สมัยพุทธกาลเป็นยุคแห่งการแสวงหาทางจิตวิญญาณ
มีลัทธิความเชื่อมากมาย เช่น ลัทธิครูทั้ง ๖ พระพุทธศาสนาจึงโดดเด่นขึ้นมาในฐานะคำสอนที่วิเคราะห์แยกแยะตามเหตุปัจจัย
เน้นการพิสูจน์ด้วยปัญญามากกว่าความเชื่อทางไสยศาสตร์หรือการอ้อนวอนเทพเจ้า
กลุ่มเป้าหมาย พระพุทธเจ้าค์ทรงโปรดบุคคลทุกระดับชั้น
ตั้งแต่กษัตริย์ เช่น พระเจ้าพิมพิสาร
พระเจ้า ปเสนทิโกศล พราหมณ์ เศรษฐี เช่น
อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา จนถึงชาวนา และคนจัณฑาล
เพื่อชี้ให้เห็นว่า พุทธธรรมเป็นของสากล ไม่ขึ้นอยู่กับชาติ ตระกูล วรรณะ
ทรงจัดตั้งสถาบันองค์กรสงฆ์ ด้วยการวางระเบียบวินัย เพื่อความสงบเรียบร้อยของหมู่คณะ
และทรงอนุญาตให้มีภิกษุณีสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ครบพุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก และอุบาสิกา เป็นเวลาถึง 45 พรรษา ที่พระพุทธเจ้าและสังฆสาวก
ช่วยกันประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้มั่นคง ในชมภูทวีปตอนเหนือ
ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน
เพื่อพระชมน์ 80 พรรษา ที่สาลวโนทยาน
นครกุสินารา พระองค์ไม่ได้ทรงตั้งให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นศาสดาแทนพระองค์
แต่ทรงตรัสว่า “อานนท์ บางทีพวกเธออาจจะคิดว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว
พวกเราไม่มีพระศาสดา ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น
ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่เธอ ทั้งหลาย หลังจากเราล่วงลับไป
ก็จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย" [1]
หลังสมัยพุทธกาล พระพุทธศาสนา
ก็ยิ่งหยั่งรากลึกลงในสังคมอินเดีย มีองค์กรพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และ สหธรรมิกย่อย คือ สามเณร และสามเณรี
จำนวนมาก รวมตัวเป็นสถาบันศาสนาทำหน้าที่เผยแผ่ อุปถัมภ์และปกป้องพระพุทธศาสนา มีพระสมณะทูตไปประกาศศาสนา
ต่างแดน ถึง 9 สาย ทั้งในและนอกพื้นที่อินเดีย
สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศตวรรษที่ 3
ต่อมาสมัยพระเจ้ากนิษกมหาราช พุทธศตวรรษที่ 6 ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญแพร่หลายทั้งในอินเดีย
และต่างประเทศ
เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติอย่างมีเหตุผล เป็นที่ยอมรับของสังคมสมัยนั้น มีอารามและวิหารกระจายทุกภูมิภาคของอินเดีย
จากเหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก
มีมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาสำหรับการศึกษาของพระสงฆ์เกิดขึ้นหลายมหาวิทยาลัย[2]
ตามลำดับ ดังนี้
1. พุทธศักราช 960 มหาวิทยาลัยนาลันทา อำเภอนาลันทา รัฐพิหาร
2. พุทธศักราช 1000 มหาวิทยาลัยวลภี อำเภอภวนคร รัฐกุจราต
3. พุทธศักราช 1203
มหาวิทยาลัยโอทันตบุรี อำเภอนาลันทา
รัฐพิหาร
4. พุทธศักราช 1248 มหาวิทยาลัยโสมบุรี
อำเภอราชชาฮี บังคลาเทศ (สมัยก่อน อยู่ในชมพูทวีป)
5. พุทธศักราช 1308
มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา อำเภอภคัลปูร์ รัฐพิหาร
6. พุทธศักราช 1550 มหาวิทยาลัยชคัททละ
อำเภอราชชาฮี บังคลาเทศ (สมัยก่อน อยู่ในชมพูทวีป)
นับเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1,700 ปี
ที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองในดินแดนอินเดีย หลังจากนั้นมาอีก 1,000 ปี พระพุทธศาสนา
ก็เสื่อมจากดินแดนอินเดีย แบบสูญพันธุ์ คงเหลือแต่ซากสถูปวิหาร ปล่อยให้เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า
ถูกลืม และถูกกลืน กลายเป็นซากประวัติศาสตร์ใต้พื้นดินอินเดียอย่างน่าสงสาร
พระพุทธศาสนาเอง ก็ตกอยู่ในกฎอนิจจังแห่งไตรลักษณ์
เป็นไปตามสัจธรรมของโลก คือ มีเจริญมีเสื่อม มีเกิด มีดับ
ไม่มีสิ่งใดอยู่คงทนเป็นอมตะ ตามหลักอนิจจัง
สรรพสิ่งย่่อมเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา บางสมัย
พระพุทธศาสนาถูกเบี่ยงเบน ถูกกลืนโดยศาสนาฮินดูให้เป็นเพียงส่วนย่อยของศาสนาฮินดู
นับถือว่า พระพุทธเจ้าเป็นอวตารของพระนารายณ์ ในที่สุดพระพุทธศาสนาก็สูญหายจากดินแดนพุทธภูมิ
เสื่อมจากความนับถือของชาวอินเดีย
ไม่มีแม้กระทั้งพระสงฆ์ผู้นำหลักในการประกาศศาสนา ท้ายสุดเมื่อกองทัพมุสลิมรุกเข้าทำลาย
ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนาเท่านั้น แม้ศาสนาฮินดูก็ได้รับผลกระทบไปมิใช่น้อย
นับเป็นเวลาจากนั้นมาอีกร่วม 800 ปี หรือ เกือบสหัสวรรษ ที่ความมืดมนธ์
ได้แผ่ปกคลุมพระพุทธศาสนาในอินเดียไว้มิด จนไม่เห็นเดือน เห็นตะวัน
สาเหตุทำให้พระพุทธศาสนาอันตรธาน หรือ เสื่อม
ความเสื่อมของพระพุทธศาสนา ที่ค่อยเซาะกร่อน บ่อนทำลายจนอ่อนกำลังลงไปจนมอดมิดแสงไปจากอินเดีย ในภาพรวมขอสรุปว่า เกิดจากสาเหตุหลัก หรือ ภัย 2 ประการ คือ
1) ภัยจากปัจจัยภายใน อันเกิดจาก บุคคลากรในพระพุทธศาสนาเอง กล่าวคือเสื่อมเพราะพุทธบริษัท4 ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน พระสงฆ์ปฏิบัติผิดเพี้ยนต่อพระธรรมวินัย
2) ภัยจากปัจจัยภายนอก อันเกิดจากสงคราม และ การรุกรานของศาสนาอื่น
ซึ่งจะได้แยกประเด็น
นำเสนอตามลำดับ ดังนี้
ตามหลักฐานที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก
ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย มี 3 พระสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุที่ทำให้พระสัทธรรม(คำสั่งสอน
หรือ พระศาสนา) ดังต่อไปนี้
ในปฐมสัทธัมมสัมโมสสูตร
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญหายไปแห่งสัทธรรม ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 1. ไม่ฟังธรรมโดยเคารพ 2. ไม่เรียนธรรมโดยเคารพ 3.
ไม่ทรงจำธรรมโดยเคารพ 4. ไม่ใคร่ครวญอรรถแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้วโดยเคารพ 5..
รู้อรรถรู้ธรรมแล้วไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมโดยเคารพ ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5
ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญหายไป แห่งสัทธรรม” [3]
ในทุติยสัทธัมมสัมโมสสูตร
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม ธรรม 5 ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 1. ไม่เรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม และเวทัลละ 2. ไม่แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร 3. ไม่บอกธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร 4. ไม่ทำการสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร 5. ไม่ตรึกตาม ตรองตาม เพ่งตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียน ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญหายไปแห่งสัทธรรม”[4]
ในตติยสัทธัมมสัมโมสสูตร พระพุทธเจ้าตรัสอีกสาเหตุว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม ธรรม 5 ประการ อะไรบ้าง คือ 1. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เล่าเรียนพระสูตรที่เล่าเรียนกันมาไม่ดี ด้วยบท พยัญชนะที่สืบทอดกันมาไม่ดี แม้อรรถ แห่งบทพยัญชนะที่สืบทอดกันมาไม่ดีก็ชื่อว่าเป็นการสืบทอดขยายความไม่ดี 2. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ว่ายาก ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องทำให้ เป็นผู้ว่ายาก ไม่อดทนรับฟังคำพร่ำสอนโดยเคารพ 3. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพหูสูต เรียนจบคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัยทรงมาติกา ไม่ถ่ายทอดสูตรแก่ผู้อื่นโดยเคารพ เมื่อภิกษุเหล่านั้น ล่วงลับไป สูตรก็ขาดรากฐาน ไม่มีที่พึ่งอาศัย 4. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นเถระ ผู้มักมาก ย่อหย่อน เป็นผู้นำใน โอกกมนธรรม ทอดธุระในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง หมู่คนรุ่นหลังพากันตามอย่างภิกษุเถระเหล่านั้น แม้หมู่คนรุ่นหลังนั้นก็เป็นผู้มักมาก เป็นผู้ย่อหย่อน เป็นผู้นำในโอกกมนธรรมทอดธุระในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง 5. สงฆ์แตกแยกกัน เมื่อสงฆ์แตกแยกกัน จึงมีการด่ากัน มีการบริภาษกัน มีการใส่ร้ายกัน มีการทอดทิ้งกัน หมู่คนที่ยังไม่เลื่อมใสในสงฆ์นั้น ก็ไม่เลื่อมใส และหมู่คนที่เลื่อมใสแล้วก็กลายเป็นอื่นไป ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญหายไปแห่งสัทธรรม” [5]
นอกจากนี้ ในปาสาทิกสูตร แสดงลักษณะความเสื่อม ปรารภการถึงแก่กรรมของนิครนถ์นาฏบุตร
เหล้าสาวกนิครนถ์ ทะลาะ แตกแยกกัน แบ่งออกเป็น
3 ประการ คือ 1) ความขัดแย้งเรื่องธรรมวินัย
ดังปรากฏเนื้อความว่า “ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้
ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ท่านจักรู้ทั่วธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร” 2) ความขัดแย้งอันเนื่องจากการปฏิบัติ ความว่า “ท่านปฏิบัติผิด
ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์” และ 3)
ความเสื่อมศรัทธา ความว่า “พวกสาวกของนิครณฐ์นาฏบุตรแม้เหล่าใด
ที่เป็นคฤหัสถ์ผู้นุ่งขาวห่มขาว พวกสาวกแม้เหล่านั้น มีอาการเบื่อหน่าย
คลายความรัก รู้สึกท้อถอย ในพวกสาวกของนิครณฐ์นาฏบุตร” [6]
อีกหลักฐานหนึ่ง
นอกพระไตรปิฎก ในปฐมสมโพธิกถา กัณฑ์ที่ 29
อันตรธานปริวัตต์[7]
กล่าวถึง เหตุแห่งความเสื่อมในพระพุทธศาสนา มี 5 ประการ คือ 1) ปริยัติอันตรธาน
การเสื่อมสูญแห่งพระปริยัติ พระภิกษุไม่สนใจท่องจำพระไตรปิฎก ละทิ้งพระวินัย
ทำให้หลักธรรมที่ถูกต้องหายไป 2) ปฏิปัตติอันตรธาน
การเสื่อมสูญแห่งการปฏิบัติ ไม่มีการทำสมาธิ วิปัสสนา หรือ การรักษาศีลอย่างเคร่งครัด
แม้จะมีตำราแต่ไม่มีใครนำไปปฏิบัติ 3) ปฏิเวธอันตรธาน
การเสื่อมสูญแห่งการตรัสรู้มรรคและผล คือ ไม่มีผู้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล
(โสดาบัน-อรหันต์) 4) ลิงคอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งสมณเพศ คือ ภิกษุ สามเณรไม่รักษาพระวินัย
จนไม่มีสมณสารูป (ลิงคะ) ในที่สุดเหลือเพียงผ้าเหลืองผืนเล็ก ๆ ผูกคอ 5) ธาตุอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งพระบรมธาตุ คือ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าจะมารวมกันที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
แล้วเผาไหม้ตัวเองเป็นอันเสร็จสิ้นอายุพระศาสนา
สรุปได้ว่า ความเสื่อมเพราะภัยจากปัจจัยภายใน
บุคลากรของศาสนา มีสาเหตุ 3 ประการ คือ
(1) การเสื่อมทางด้านศีลธรรม และ การเสื่อมจากการได้บรรลุ
มรรค ผล นิพพาน (ขาดปริยัติ ละปฏิบัติ ไม่บรรลุปฏิเวธ)
(2)
การแตกแยกและการขัดแย้งกันทางนิกาย (ศีลไม่เสมอกัน ทิฏฐิไม่เสมอกัน)
(3) เกิดลัทธิมหายานและลัทธิตันตระ (การปลอมปนหลักคำสอน ผสมด้วยลัทธิความเชื่ออื่น)
2) ภัยจากปัจจัยภายนอก อันเกิดจากสงครามและการรุกรานของศาสนาอื่น
การที่พระพุทธศาสนาได้เสื่อมไปจากอินเดียนั้น
หาใช่เกิดเพราะภัยภายในอย่างเดียวไม่ ภัยจากภายนอกก็จัดว่า เป็นอันตรายมากเช่นกัน
ที่ทำให้พระพุทธศาสนาต้องเสื่อมไปจากแดนพุทธภูมิ ภัยภายนอกนั้น จำแนกเป็น 6 ประการ
[8]
ได้แก่ภัยต่อไปนี้
(1) การมุ่งร้ายของพวกพราหมณ์ พวกพราหมณ์ไม่เคยยอมรับการเกิดเจริญขึ้นของพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการเลย ลักษณะมุ่งร้ายนี้ ได้แข็งกร้าวมากขึ้นจนกระทั่งพระพุทธศาสนาถูกโค่นลงในอินเดีย และเสื่อมสูญ
(2) การฟื้นฟูใหม่ของศาสนาพราหมณ์พวกพราหมณ์ ฟื้นฟูคัมภีร์พระเวท สร้างมหาเทพ 3 องค์ วางหลักอาศรม 4
(3) การถูกศาสนาพราหมณ์กลืน ถึงแม้ว่าในยุคหลัง ๆ เขาจะยอมนับพระพุทธเจ้าว่าเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ เอาคำสอนทางศาสนาพทธปรับเป็นของตนเอง
(4) การขาดราชูปถัมภ์
หลังจากพระเจ้าหรรษวรรธนะ แล้ว
ยุคหลังไม่ปรากฏราชาพระองค์ใดที่อุปภัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็ง
(5)
การทำลายล้างของกษัตริย์นอกพระพุทธศาสนา มีพระเจ้าปุษยมิตร ราชวงศ์สุงคะ
พุทธศตรวรรษที่ 4-5 ออกคำสั่งว่า จะให้ เงิน 100 ดินาร์
หากใครตัดศีรษะพระภิกษุรูปหนึ่งมาให้
รวมทั้งการข่มเห็งของพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ราชวงศ์คุปตะ พุทธศตวรรษที่ 11
จัดการโต้วาที หากพระสงฆ์แพ้ ต้องถูกกำจัด ต่อมามีกษัตริย์หูณะ นาม มิหิรกุล
ผู้โหดร้าย ท้ายสุด พระเจ้าศศังกะ
ราชวงค์เกาทะ จากเบ็งกอล
(6) การทำลายล้างของพวกมุสลิม
ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ขุนพลอิสลาม นาม
บัตยาร์ ขัลจิ ยกทัพมาทำลาย มหาวิทยาลัยวิกรมสศิลา ภายใน มีวัก 108
วัดดมีอาจารย์ 800 ท่าน นักศึกษา 10,000 คน และเข้าล้อมเผา
มหาวิทยาลัยนาลันทาเป็นเถ้าถ่าน ปล้น?รัพย์สิน ฆ่าพระสงฆืที่พบเห็น จนพระสงฆ์หนีจากอินเดีย
ไม่กล้ากลับมาอินเดียอีก
การฟื้นคืนพระพุทธศาสนาสู่มาตุภูมิอินเดีย
สรรพสิ่ง เมื่อมีเกิด ก็ย่อมมีเสื่อง
เมื่อเสื่อมลงไปแล้ว อาจมีการฟื้นฟูเกิดใหม่อีก เรื่องทำนองนี้ก็เกิดกับพระพุทธศาสนาในอินเดีย
นั่นคือ พระพุทธศาสนาถูกลิมไป เกือบ 1,000 ปี กว่าพระพุทธศาสนาจะได้รับการฟื้นฟูปลุกชีพขึ้นมาใหม่
และนำพระพุทธศาสนากลับคืนไปสู่แดนพุทธภูมิอีกครั้ง ในราวพุทธศักราช 2434 – 2476 มีกลุ่มชาวพุทธชาติอื่น ๆ ที่มิใช่ชาวอินเดียเจ้าของศาสนาเดิม
นำโดยชาวพุทธศรีลังกา กลับมฟื้นฟูพระพุทธศาสนา
จัดตั้งสถาบันพุทธบริษัท “สมาคมมหาโพธิ” มีวัดทางพระพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นมาใหม่ แสงประทีปแห่งพุทธธรรม
ได่ส่องทางชีวิต ผ้ากาสาวพัตร ธงชัยพระอรหันต์ได้กลับไปโบกสะบัด ที่แดนพุทธภูมิได้อีกครั้ง
แม่จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ
เมื่อเทียบกับพื้นที่อินเดีย แต่ก็สามารถกล่าวได้ว่า
พระพุทธศาสนาได้หวนกลับคืนสู่อ้อมกอดของแดนมารดาผู้ให้กำเนิด
และด้วยผลแห่งการทำงานหนักเพื่อเป็นพุทธบูชาของชาวพุทธศรีลังกากลุ่มนี้
ส่งให้ชาวอินเดียกลุ่มหนึ่ง นำโดย ดร. บี. อาร์. อัมเบดการ์ (Dr. B. R.
Ambedkar) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย
ได้หันกลับมานับถือพระพุทธศาสนา นำชาวอินเดียจำนวน 500,000 (ห้าแสน) คน
ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2499[9] ที่เมือง นาคปุระ (Nagpur)
รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้น ณ
บริเวณที่เรียกว่า ดิกษาภูมิ (Deekshabhoomi) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาและเป็นสัญลักษณ์ของการปลดแอกชาวดาลิต
(วรรณะจัณฑาล) ในอินเดีย แต่ก็ยังเป็นดุจแสงเทียนดวงเล็ก ๆ ที่ ส่องส่วาง บนยอดเขาที่มืดมนธ์
หนังสืออ้างอิง
พระไตรปิฎกฉบับ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539.
ทีฆนิกาย
มหาวรรค, มหาปรินิพพานสูตร, 10/216/164.
ทีฆนิกาย.ปาฏิกวรรค,
ปาสาทิกสูตร, 11/164/125
อังคุตรนิกาย
ปัญจกนิบาต. ปฐมสัทธัมมสัมโมสสูตร 22/ 154/252-253.
อังคุตรนิกาย ปัญจกนิบาต
.ทุติยสัทธัมมสัมโมสสูตร 22/155/254.
อังคุตรนิกาย
ปัญจกนิบาต. ตติยสัทธัมมสัมโมสสูตร 22/156/255
หนังสือทั่วไป
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส,
พระปฐมสมโพธิกถา, กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์หอสมุดแห่งชาติ, 2478, หน้า
530- 539.
พระเทพวิสุทิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ), ทำไมพระพุทธศาสนา จึงเสื่อมจากอินเดีย, (กรุงเทพฯ
: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,
พิมพ์ครั้งที่ 7, 2540) หน้า 21-60.
พระมหาดาวสยาม
วชิรปญฺโญ, พุทธสถานที่ถูกลืมในดินเดีย, (กรุงเทพฯ :
เม็ดทรายพรินติ้ง, 2547), หน้า 4.
พิสิฏฐ์
โคตรสุโพธิ์, สู่แดนพุทธภูมิ. (กรุงเทพฯ:
บริษัทสื่อสารและการศึกษา จำกัด, 2548),
หน้า 112.
[1] ทีฆนิกาย
มหาวรรค, มหาปรินิพพานสูตร, 10/216/164.
[2] พระมหาดาวสยาม
วชิรปญฺโญ, พุทธสถานที่ถูกลืมในดินเดีย, (กรุงเทพฯ :
เม็ดทรายพรินติ้ง, 2547), หน้า 4.
[3] อัง.
ปัญจก..ปฐมสัทธัมมสัมโมสสูตร, 22/ 154/252-253.
[4]
อัง.
ปัญจก..ทุติยสัทธัมมสัมโมสสูตร, 22/155/254.
[5]
อัง.
ปัญจก.. ตติยสัทธัมมสัมโมสสูตร, 22/156/255.
[6]
ที.ปาฏิ.
ปาสาทิกสูตร, 11/164/125
[7]
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส, พระปฐมสมโพธิกถา, กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์ หอสมุดแห่งชาติ, 2478,
หน้า 530- 539.
[9] พิสิฏฐ์
โคตรสุโพธิ์, สู่แดนพุทธภูมิ. (กรุงเทพฯ :
บริษัทสื่อสารและการศึกษา จำกัด, 2548),
หน้า 112.