มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กับการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาพิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, วีระพงษ์ แสง- ชูโต, จรัส ปันธิ เรียบเรียง1. ดินแดนล้านนา กับ มหาวิทยาลัยแห่งภูมิภาคแห่งแรกราชอาณาจักล้านนา สถาปนาโดยพระยามังราย (รวมเอาอาณาจักรหริภุญชัย ของพระนางจามเทวี ปฐมกษัตรี เมื่อ พุทธศตวรรษที่ 13) มีเมืองเชียงใหม่เป็นราชธานี นับแต่ ปี พ.ศ. 1839 ประกอบไปด้วยชน หลายชาติพันธุ์ แต่กลุ่มใหญ่ที่สุด เรียกตนเองว่า คนเมือง ในอดีตอันยาวนาน อาณาจักรล้านนาเคยมีความ รุ่งเรืองทางอารยธรรมและวัฒนธรรมสูง ด้านการปกครอง มีมังรายศาสตร์ เป็นหลักกฎหมายการปกครองแบบ โบราณ มีอาณาเขตครอบคลุม เมืองสำคัญ เช่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย เชียงแสน น่าน แพร่ พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงตุง และสิบสองพันนา ด้านภาษา มีภาษาล้านนา หรือ ตั๋วเมือง เป็นภาษาสื่อสาร แม้จะมีภาษาถิ่นอื่นบ้าง เช่น ภาษาเขิน ภาษาลื้อ เป็นต้น ก็สามารถสื่อสารกันได้ ด้านศาสนา มีคติความเชื่อ เดิมในการนับถือผี และวิญญาณบรรพบุรุษ เมื่อพระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามา ชาวล้านนาจึงนับถือ พระพุทธศาสนาเป็นหลักยึดเหนี่ยวทางจิตใจนับแต่โบราณนานมา ปรับใช้กับบุคคล เช่น พระธาตุประจำปีเกิด ด้านจารีตประเพณี ชาวล้านนามีจารีต ข้อห้าม(ขึด) และข้อที่พึงปฏิบัติกำหนดเอาไว้ มีศาสนสถาน เช่น พระ ธาตุ วัด ในแต่ละชุมชน ยิ่งในตัวเมือง เช่น เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน จะมีวัดในเขตเมืองไม่น้อยกว่า 40-50 วัด มีประเพณีที่งดงามเป็นเอกลักษ์เฉพาะตนสอดคล้องกับความเชื่อดั้งเดิมและพุทธศาสนา เช่น ประเพณี ไหว้พระธาตุ ประเพณี ปี๋ใหม่เมือง ประเพณียี่เป็ง ประเพณีตักบาตรพระอุปคุต(เป็งพุธ) เป็นต้น ด้านวิถีสังคม ชาวล้านนามีความผูกพันธ์กันทางสังคมสูง นับถือกันตามสายสัมพันธ์เครือญาติ อัธยาศรัยอ่อนโยน เอื้อเฟื้อ มี ไมตรีต่อคนต่างถิ่นอย่างจริงใจสภาพภูมิศาสตร์ อาณาจักรล้านนา ทางด้านทิศเหนือ มีเทือกเขาแดนลาว ทิศตะวันตก เทือกเขาถนน ธงชัย ตอนกลาง และทิศตะวันออก มีเทือกเขาผีปันน้ำ เทือกเขาหลวงพระบาง มีทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ก่อให้เกิด แม่น้ำสำคัญ เช่น ปิง วัง ยม น่าน แม่กวง แม่ปาย แม่ยวม แม่เมย แม่ตื่น แม่แจ่ม แม่กก แม่ลาว แม่อิง เป็นต้น อาชีพส่วนใหญ่ ทำการเกษตร ทำนา ทำสวน ทำไร่ เรียงรายอยู่ตามที่ราบร่องหุบเขา ตามแอ่งเมืองสำคัญ เช่น แอ่งเชียงราย – พะเยา, แอ่งเชียงใหม่ –ลำพูน, มี บางพื้นที่ในเขตป่าทำอุตสาหกรรมป่าไม้ปัจจุบัน อาณาจักรล้านนา เหลือเพียงเดินแดนใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีจังหวัดเชียงใหม่ ที่ยัง ถือว่า เป็นศูนย์กลางทางความเจริญ ด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การศึกษา และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอย่าง ยิ่ง รัฐบาลได้ขยายสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา(มหาวิทยาลัย) จากส่วนกลางออกมาตั้งในภูมิภาค เป็น มหาวิทยาลัยภูมิภาคแห่งแรก มีชื่อตามจังหวัดว่า “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” นอกจากนี้ ยังมีสถาบัน- 2 -ระดับอุดมศึกษาของรัฐ เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่, มหวิทยาลัยเทคโนโลยีราช มงคลภาคพายัพ, สถาบันระดับอุดมศึกษาของเอกชน เช่น มหาวิทยาลัยพายัพ มหาวิทยาลัยนอร์ธ-เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์นมองในด้านศาสนานับตั้งแต่การก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในปี พ.ศ.2507 เป็นต้นมา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน (ปี พ.ศ.2557) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการนำหลักพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในบริหารงานของ มหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ซึ่งจะเห็นได้จากแนวคิด ปรัชญา ปณิธาน นโยบาย การบริหารงาน และการจัด กิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย จะมีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา ซึ่งสามารถมองเห็นเป็น รูปธรรมได้ดังนี้พุทธภาษิตประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่“อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา” แปลว่า “บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน” เป็นพุทธภาษิตประจำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นพุทธภาษิตของพระพุทธศาสนา การที่มหาวิทยาลัยได้ใช้พุทธภาษิตบทนี้เป็นพุทธ ภาษิตประจำมหาวิทยาลัยนั้น ศาสตราจารย์ ดร.แสง จันทร์งาม (อดีตอาจารย์ประจำสังกัดคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ได้กล่าวว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน 2507 ขณะนั้นที่ตั้งของสำนักงาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสำนักงานมหาวิทยาลัยชั่วคราว ทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่ ได้ปฏิบัติงานประจำอยู่ที่นั้นทั้งหมด และยังไม่ได้ย้ายมาปฏิบัติงานที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พระ ยาศรีวิสารวาจา เป็นอธิการบดี และ ศาสตราจารย์ ดร.บัวเรศ คำทอง เป็นรองอธิการบดี ซึ่งรองอธิการบดีได้เชิญศาสตราจารย์ ดร.แสง จันทร์งาม ไปปรึกษาว่าอยากจะมีคำขวัญของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ดังนั้น ศาสตราจารย์ ดร.แสง จันทร์งาม จึงได้นำพาอธิการบดีและรองอธิการบดีไปพบกับท่านเจ้าคุณพระศาสนโสภณ (เจริญ สุวฑฺฒ โน) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศน์วิหาร ซึ่งต่อมาภายหลังก็คือ สมเด็จพระญาณสังวรณ์ สมเด็จพระสังฆราช เพื่อขอ พุทธภาษิตประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยท่านเจ้าคุณพระศาสนโสภณ (เจริญ สุวฑฺฒโน) ได้เลือกพุทธภาษิต ที่ว่า “อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา” แปลว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกฝนตน ให้เป็นพุทธภาษิตของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนกระทั้งปัจจุบัน- 3 -ศาลาธรรมศาสตราจารย์ ดร.แสง จันทร์งาม ได้กล่าวถึงประวัติการสร้างศาลาธรรมเอาไว้ว่า เกิดจากแนวคิดของ ม.ล.ปิ่น มาลากุล ซึ่งอดีตท่านได้เดินทางไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ และมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษที่ เก่าแก่ทั้งหลาย จะมีโบสถ์ประจำมหาวิทยาลัย ที่เรียกว่า Chapel เป็นที่สำหรับให้นักศึกษาได้ไปประกอบพิธี ทางศาสนาในวันอาทิตย์ มีการสวดมนต์ ไปฟังเทศน์ มีพิธีกรรมต่าง ๆ ตามศาสนาของเขา ซึ่งถือเป็นอาคารที่ สำคัญของมหาวิทยาลัย ท่านคงคิดว่าเมืองไทยของเรา คนไทยก็ นับถือพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยของเราน่าจะมีอาคารประจำมหาวิทยาลัย ที่มีลักษณะเป็น ศูนย์กลางทางจิตใจ เป็นสถาปัตยกรรมไทย แล้วก็ทำหน้าที่เป็น Chapel เป็นศาสนสถานประจำมหาวิทยาลัย จึงเป็นที่มาของการจัดสร้างศาลาธรรมจากประวัติขอการก่อตั้งศาลาธรรม จะเห็นได้ว่า เป็นการนำเอาหลักพระพุทธศาสนา มาเป็นที่ยึด เหนี่ยวจิตใจ เป็นที่พึงทางจิตใจ ของผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งภายหลังก็ได้นำเอาพระพุทธรูปมาประดิษฐาน ณ ศาลาธรรม จำนวน 2 องค์ คือ พระพุทธทศพล ชินราช และพระพุทธพิงคนคราภิมงคล เป็นพระพุทธรูปแระจำมหาวิทยาลัย เพื่อให้บุคลากรของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และประชาชนทั่วไป ได้กราบไหว้ บูชา เคารพ สักการะ โดยทั่วกัน ซึ่งรูปแบบของศาลา ธรรมนั้น เป็นอาคาร 2 ชั้น ทรงไทย ตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของมหาวิทยาลัย ตัวอาคารประกอบด้วยห้องโถง กว้าง 12 เมตร ยาว 20 เมตร สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2507 ในระยะแรกศาลาธรรมเป็นสถานที่จัดพิธีไหว้ครูของนักศึกษามหาวิทยาลัย เชียงใหม่ เมื่อศาลาอ่างแก้วสร้าง เสร็จจึงได้ประกอบพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและพิธี ไหว้ครู ณ ศาลาอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยจึงใช้ศาลาธรรม เป็นสถานที่เปลี่ยนฉลองพระองค์ และประทับพักพระอิริยาบถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯและพระบรม- 4 -วงศานุวงศ์ ในคราวเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตร คณาจารย์ ข้าราชการ และนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็จะมาเฝ้ารอรับเสด็จ ณ ศาลาธรรมนี้ต่อมา เมื่อหอประชุมมหาวิทยาลัยสร้างเสร็จ ปี พ.ศ. 2541 จึงได้ย้ายสถานที่พระราชทาน ปริญญา บัตรและพิธีไหว้ครูไปยังหอประชุมมหาวิทยาลัย โดยได้ใช้ศาลาธรรมเป็นสถานที่จัดงานพิธีสำคัญ ๆ ในโอกาส พิเศษของมหาวิทยาลัยหอพระพุทธมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ในปี พ.ศ. 2531 ได้มี การก่อสร้างอาคารเพิ่มเติม บริเวณด้านหลังทางทิศใต้ของศาลาธรรม และทำซุ้มเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป ซึ่งเป็นพระพุทธรูปประจำ มหาวิทยาลัย ส่วนนี้เรียกว่า “หอพระพุทธมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” หอพระพุทธมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เกิดจากโครงการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลสมัยพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2530 และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก วันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2531 เป็นงานที่รัฐบาลและประชาชนจัดขึ้นเพื่อ เผยแพร่พระเกียรติคุณและพระบุญญาธิการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และน้อมเกล้าฯ ถวายความ สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเหลือ ทั้งการเสด็จพระราชดำเนินมาประกอบพิธีเปิดมหาวิทยาลัย อย่างเป็นทางการ และเสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษานับแต่มีผู้สำเร็จการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยแห่งนี้ตลอดมา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่กล่าวมา ท่านอธิการบดีในขณะนั้นคือ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อาวุธ ศรีสุกรี มีความเห็นว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสถาบันอุดมศึกษาในภาคเหนือที่ได้มีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และใน ด้านศาสนา ยังไม่มีสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อใช้เป็นศูนย์ในการปฏิบัติกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของคณาจารย์ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ บุคลากร และนักศึกษาของมหาวิทยาลัย ประกอบกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้รับ บริจาคพระพุทธชินราชจำลองมา 1 องค์ ขนาดหน้าตักกว้าง 39 นิ้ว- 5 -สูง 50 นิ้ว พร้อมเรือนแก้ว ให้เป็นพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 ประดิษฐานที่ห้องโถง ในศาลาธรรม ยังไม่เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม จึงเห็นสมควร ที่จะได้สร้างหอพระพุทธขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมด้าน พระพุทธศาสนา เมื่อเสร็จแล้วจะได้อัญเชิญพระพุทธชินราชจำลอง ไปประดิษฐานไว้ที่ หอพระพุทธ และหอพระพุทธจะได้เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติกิจกรรมด้านพระพุทธศาสนาอย่างทั่วถึงและทุก เวลาดังนั้น หอพระพุทธมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จึงได้จัดสร้างขึ้นมา ด้วยเงินงบประมาณแผ่นดิน และเงิน รายได้จากการบริจาคของพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา สำเร็จเป็นถาวรวัตถุอันเป็นสิริมงคล และเป็นสัญลักษณ์ การเทิดพระเกียรติในมหามงคลสมัย ทั้งเป็นการสนับสนุนส่งเสริมบรรยากาศทางพระพุทธศาสนาใน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่หอพระพุทธมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปัจจุบันได้เป็นสถานที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทั้ง 2 องค์ คือ “พระพุทธทศพลชินราช” และ “พระพุทธพิงคนคราภิมงคล” และในปี พ.ศ. 2552 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการนำ ของ ศาสตราจารย์ ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ อธิการบดี ได้ทำการ บูรณะปฏิสังขรณ์ ศาลาธรรมทั้งหลังรวมทั้งหอพระพุทธด้วย ภายในหอพระพุทธนั้น ได้เขียนจิตรกรรมปิดทอง “รูปเทพชุมนุม” ที่ฝาผนังฉากด้านหลังพระพุทธรูป และเขียนจิตรกรรมกรอบลายไทยปิดทองที่ผนังด้านข้าง พระพุทธรูป ทั้ง 2 ด้าน อย่างสวยงาม ทั้งได้จัดสร้างฐานชุกชี ด้วยไม้สักลงรักปิดทอง ยกระดับ มีขนาดเหมาะสมกับเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัยทั้ง 2 องค์ ในฐานชุกชีเดียวกัน ซึ่งแต่เดิมยังเป็นฐานต่ำและคับแคบดูไม่งดงาม สำหรับองค์พระพุทธรูปที่ประดิษฐาน อยู่ ก็ได้ทำการลงรักปิดทองใหม่ทั้ง 2 องค์ กิจกรรมทั้งหมดเสร็จสิ้นสมบูรณ์ และทำการสมโภชฉลองหอพระ พุทธ และพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย ในวันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 มีบุคลากรมาร่วมงานกันอย่างมากมายพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประเทศไทย นับถือศาสนาพุทธ เป็นศาสนาหลักของชาติ เป็นประเทศเดียวที่พระพุทธศาสนายังคง เจริญมั่นคงในจิตใจของชาวไทย ซึ่งนับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 95 ของประชากร ตามรัฐธรรมนูญการ ปกครองทุกฉบับ มีมาตราหนึ่งที่ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะ” และทรงให้ การอุปถัมภ์ศาสนาต่างๆ ที่ชาวไทยนับถือในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 2 องค์ ประดิษฐานที่ หอพระพุทธที่กล่าวมา ซึ่ง พระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย ทั้ง 2 องค์ มีประวัติการได้มาและ การสร้างดังนี้ พระพุทธทศพลชินราช- 6 -มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นับตั้งแต่ก่อตั้งมาเมื่อ ปี พ.ศ. 2507 ยังไม่เคยมีพระพุทธรูปประจำ มหาวิทยาลัยอย่างเป็นทางการ จนถึงปี พ.ศ. 2526 มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีการจัดงานเฉลิมฉลองในการ ก่อตั้ง ครบรอบ 20 ปี เพื่อให้สมกับที่เป็นมหาวิทยาลัยในส่วนภูมิภาค ตั้งอยู่ที่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา มี ประวัติอันยาวนานมาเกือบ 700 ปี ทั้งยังเคยเป็นดินแดนที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด มีศาสน สถานที่สำคัญมากมาย เช่น พระบรมธาตุดอยสุเทพ พระเจดีย์หลวง พระพุทธสิหิงค์ หรือพระสิงห์ พระเจดีย์ แบบมหาโพธิคยาเจดีย์ ที่รู้จักกันดีว่า เจดีย์เจ็ดยอด พระภิกษุสงฆ์มีการศึกษาทางพระพุทธศาสนาดียิ่ง เชี่ยวชาญภาษาบาลี แต่งตำราทางพระพุทธศาสนา และความรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นภาษาบาลีอันเป็นที่ยอมรับกันในวง ปราชญ์ทางพระพุทธศาสนา มีการทำสังคายนาพระไตรปิฎก ในดินแดนล้านนา ที่วัดเจ็ดยอด หรือวัดมหาโพ ธาราม นับเป็นครั้งที่ 8 ของโลก และเป็นครั้งที่ 1 ของประเทศไทยแม้ว่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสถาบันอุดมศึกษา ตั้งอยู่ในถิ่นที่เอกอุดมทางศาสนาและวัฒนธรรมที่ เป็นอัตลักษณ์เฉพาะ มีวัดวาอารามทั้งในบริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ และนอกกำแพงเมือง มีจำนวนไม่น้อย กว่า 300 วัด เช่นนี้ กลับยังไม่มีพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย ประจวบกับ ปี พ.ศ.2527 จะเป็นปีครบรอบ 20 ปีของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.บุณย์ นิลเกษ อาจารย์ ประจำคณะมนุษยศาสตร์ ได้ขอคำปรึกษาจากอธิการบดี (ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประยุทธ ฐิตะสุต) เพื่อให้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มีพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย เนื่องในวโรกาสการฉลองสมโภชงานที่ระลึก ครบรอบ 20 ปี ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และขอให้พระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัยที่ได้มา ประดิษฐานอยู่ที่ ศาลาธรรม สำหรับพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย ควรให้มี พระพุทธลักษณะงดงาม ขนาดเหมาะสม ที่จะประดิษฐานที่ห้องโถงศาลาธรรม ทั้งนี้จะไม่มีค่าใช้จ่าย ในการจัดหาหรือจัดสร้างแต่ประการใด อธิการบดีเห็นชอบคำปรึกษาดังกล่าว พร้อมกับได้มอบหมาย ให้เป็นภารธุระของ รองศาสตราจารย์ ดร.บุณย์ นิลเกษ ดำเนินการ ให้ทันการเฉลิมฉลองสมโภชงาน ที่ระลึกครบรอบ 20 ปี ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในเดือนมกราคม 2527 ต่อไปในเดือน มิถุนายน พ.ศ. 2526 รองศาสตราจารย์ ดร.บุณย์ นิลเกษ ไปเดินทางประชุม ทางวิชาการเกี่ยวกับสภาสังคมสงเคราะห์ที่วัดเบญจมบพิตรฯ เขตดุสิต กรุงเทพฯ และได้พบพระพุทธชินราช จำลองซึ่งประดิษฐานอยู่ที่หน้าห้องประชุมใหญ่ ขนาดหน้าตัก กว้าง 39 นิ้ว สูง 50 นิ้ว- 7 -พร้อมเรือนแก้ว มีพระพุทธลักษณะสง่างามมาก ยังมิได้ลงรักปิดทองเพียงแต่ขัดทองมันเรียบ รองศาสตราจารย์ ดร.บุณย์ นิลเกษ เห็นเป็นศุภมงคล จึงได้เข้าไปนมัสการกราบเรียนพระพุทธิวงศ์มุนี เจ้า อาวาสวัดเบญจมบพิตรฯ เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ กรรมการมหาเถรสมาคม ได้รับทราบความ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มีความประสงค์จะได้พระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย หากมีความเป็นไปได้ใคร่ อยากจะขออัญเชิญองค์พระพุทธชินราชจำลององค์ดังกล่าวนั้น ไปประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปประจำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เนื่องในคราวฉลองสมโภชงานที่ระลึกครบรอบ 20 ปี ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อการติดต่อประสานงานระหว่างมหาวิทยาลัย(ตามหนังสือที่ ทม 0601(1) /4935 ลงวันที่ 16 กันยายน 2526 เรื่องขอความอุปถัมภ์พระพุทธชินราชจำลองเพื่อเป็นที่สักการบูชาและเป็น มิ่งมงคลสำหรับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) และเจ้าภาพพระพุทธชินราชจำลองเป็นที่เข้าใจกัน จึงได้กำหนดวันที่ จะอัญเชิญพระพุทธชินราชจำลองไปประดิษฐานที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่สาเหตุที่พระพุทธชินราชจำลองประดิษฐานอยู่ที่หน้าห้องประชุมวัดเบญจมบพิตรฯ นั้น เดิม ทีเดียว เจ้าภาพมีความประสงค์จะสร้างและนำไปถวายที่วัดไทย ในนครชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ผ่าน การประกอบพิธีกรรมหล่อพระพุทธรูปถูกต้องตามตำราและพิธีหลวง อย่างสมบูรณ์ ในวันวิสาขบูชา เมื่อการหล่อพระพุทธรูปและขัดแต่งมันเรียบเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแต่ยังไม่ได้ลงรักปิดทองแต่อย่างใด เจ้าภาพจึงนำไปฝากพระพุทธิวงศมุนี ที่วัดเบญจมบพิตรชั่วคราว เตรียมการรอการขนส่งทางเรือไปประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ ดังที่กล่าวมา นับเป็นมหากุศลร่วมกันของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเจ้าภาพผู้สร้างพระพุทธชินราชจำลององค์นี้ บันดาลให้ รองศาสตราจารย์ ดร.บุณย์ นิลเกษ ไปพบเข้าก่อนจะได้ถูกขนส่งทางเรือไปถวายที่วัดไทย ในนครชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ครั้นเมื่อ เจ้าภาพได้ทราบความประสงค์ของมหาวิทยาลัย และได้เดินทาง มาดูศาลาธรรม อันเป็นสถานที่ที่จะประดิษฐานพระพุทธรูปด้วยแล้ว ก็ยิ่งเกิดความปลื้มปีติยินดี เกิดจิตศรัทธาเพิ่มขึ้นมาอย่างยิ่ง จึงสั่งให้ลงรักปิดทองทั้งองค์ก่อนการส่งมอบให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เจ้าภาพผู้สร้างพระพุทธชินราชจำลององค์นี้ ได้แก่ นายแพทย์ จิตต์ นางจันทร์ ตู้จินดา และ ครอบครัว ค่าใช้จ่ายในการสร้างและการลงรักปิดทองพระพุทธชินราชจำลอง เป็นจำนวนเงิน 88,000 บาท (แปดหมื่นแปดพันบาทถ้วน)เมื่อถึงวันอันเป็นมงคล คือในวันพุธที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2526 เวลา 13.30 น. พระพุทธชินราชจำลองก็ได้รับการอัญเชิญมาจังหวัดเชียงใหม่ ถึงวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จังหวัดเชียงใหม่ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประยุทธ์ ฐิตะสุต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่พร้อมด้วยอาจารย์ เจ้าหน้าที่ และ นักศึกษา จัดให้มีขบวนแห่ต้อนรับอย่างสมเกียรติและพร้อมเพรียงกัน ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จนถึงเวลา 14.45 น. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ประยุทธ ฐิตะสุต ได้เป็นประธานจุด ธูปเทียนกล่าวอัญเชิญองค์พระพุทธชินราชจำลองขึ้นสู่รถยนต์บุษบก และนำขบวนแห่เคลื่อนออกจากวัดพระ สิงห์วรมหาวิหาร ผ่านประตูช้างเผือกและมุ่งตรงสู่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เวลา 16.30 น. เจ้าหน้าที่อัญเชิญองค์พระพุทธชินราชจำลองลงจากรถยนต์บุษบก ขึ้นไป บนศาลาธรรม นำโดยรองอธิการบดี (ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ชัยโรจน์ แสงอุดม) และอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน- 8 -ที่ฐานชุกชีที่จัดสร้างไว้เป็นพิเศษ เมื่อการประดิษฐานองค์พระสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประยุทธ ฐิตะสุต อธิการบดี ได้ถวายเครื่องสักการะ พระสงฆ์จำนวน108 รูป เจริญพุทธชยมงคล คาถา เป็นอันเสร็จพิธีการอัญเชิญพระพุทธชินราชจำลองมาประดิษฐานที่ศาลาธรรม ให้เป็นพระพุทธรูปประจำ มหาวิทยาลัยพระพุทธรูปนามพระราชทานการถวายพระนามแด่พระพุทธรูป โดยทั่วไป พระพุทธรูปที่จัดสร้างส่วนใหญ่ก็มักจะมีพระนามเฉพาะ แต่ละองค์ เช่น พระพุทธชินราช พระพุทธชินสีห์ พระศรีสรรเพชร พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระ แก้วมรกต พระพุทธสิหิงค์ พระสิงห์ เป็นต้น หากเป็นนามสามัญที่ประชาชนทั่วไปเรียก เช่น พระเจ้าตนหลวง พระเจ้าทันใจ พระเจ้าแข้งคม หลวงพ่อโต หลวงพ่อนาค หลวงพ่อวัดบ้านแหลม หลวง พ่อพุทธโสธร หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อพระใส เป็นต้น เพื่อเป็นการถวายเฉลิมนามเฉพาะพระพุทธรูปประจำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สมเกียรติ ทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้มีหนังสือ กราบบังคมทูลเพื่อขอพระราชทานเฉลิมพระนามพระพุทธชินราชจำลอง จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผ่านทางสำนักราชเลขาธิการ พระบรมมหาราชวัง และต่อมามหาวิทยาลัยได้รับหนังสือ ตอบกลับจากสำนักราชเลขาธิการว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบฝ่าละอองธุลี พระบาทและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธชินราชจำลองว่า“พระพุทธทศพลชินราช”มีสร้อยพระนามว่า “อนุสรณ์วีสติอายุกาลจันทรจิตพุทธิวงศ์ประทานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่มิ่งมงคล”พระพุทธทศพลชินราช จึงเป็นนามพระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อให้เป็น พระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ประดิษฐานที่หอพระพุทธ ศาลาธรรมนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 เป็นต้นมาพระพุทธพิงคนคราภิมงคล- 9 -ปี พ.ศ. 2539 เนื่องในวาระมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และเนื่องในโอกาสที่เมืองเชียงใหม่ นับแต่เป็นนครศูนย์กลางแห่งอาณาจักรล้านนา ก็ได้เจริญเติบโตด้าน เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมตลอดมาโดยมิได้ขาดสาย ได้มีอายุครบ 700 ปีพอดี อนึ่ง ฐานะในปัจจุบัน เมืองเชียงใหม่เองเป็นที่ยอมรับกันว่า “เมืองเอกที่ 2” เมืองหลวงของภาคเหนือ รองจากกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทย ทางจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งฝ่ายข้าราชการและประชาชนทั่วไป ต่างได้ร่วมกันจัดงาน เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 700 ปี แห่งการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ เป็นกรณีพิเศษ และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยการนำของอธิการบดี (ศาสตราจารย์ นายแพทย์ โชติ ธีตรานนท์) ร่วมกับ มูลนิธิพัฒนามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสมาคมนักศึกษาเก่ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้ พร้อมใจกันดำเนินการจัดสร้างวัตถุมงคลที่ระลึกขึ้น เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสดังกล่าว โดยการจัดสร้าง “พระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่” พร้อมทั้งเหรียญ/รูปหล่อลอยองค์ และแผ่นปั๊มนูนต่ำพระครู บาศรีวิไชย เพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นที่สักการะบูชาพระพุทธรูปที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่สร้างขึ้นมา มีหลายขนาด คือได้จัดสร้างองค์พระประธานขนาด ใหญ่ 1 องค์ ศิลปะล้านนา แบบสิงห์ 3 มีขนาดหน้าตัก และส่วนสูงไล่เลี่ยกับพระพุทธทศพล ชินราช แต่ไม่มีซุ้มเรือนแก้ว เพื่อนำมาประดิษฐานที่หอพระพุทธ ศาลาธรรม ให้เป็นพระประจำ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกองค์หนึ่ง คู่กับพระพุทธทศพลชินราช ที่ได้รับมาในปี พ.ศ. 2526 ส่วนพระพุทธรูปขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว และหน้าตัก 9 นิ้ว สร้างไว้สำหรับเป็นพระบูชาส่วนตัวที่บ้าน จำนวน ทั้งสิ้น 7,000 องค์พระพุทธรูปได้รับการถวายพระนามโดยสมเด็จพระสังฆราชในการจัดสร้างพระพุทธรูปและวัตถุมงคลที่ระลึก “โครงการเฉลิมฉลอง 700 ปี เมืองเชียงใหม่” ในครั้งนี้ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆ ปริณายก แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ทรงโปรดพระกรุณาธิคุณประทานพระนามพระพุทธรูป ที่จัดสร้างโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2539 ว่า“พระพุทธพิงคนคราภิมงคล”แปลว่า “พระพุทธรูปอันเป็นมงคลยิ่งแห่งนครเชียงใหม่”- 10 -พร้อมกับทรงประทานพรว่า “ขอพระพุทธรูปที่ถวายนามแล้วนี้ จงสถิตเป็นที่สักการะให้เกิดความ สวัสดิ์อุดมมงคลตลอดจิรกาล” และพระพุทธพิงคนคราภิมงคลที่จัดสร้างขึ้นในวโรกาสนี้ ก็ได้เป็นพระพุทธรูป ประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อีกองค์หนึ่งพิธีกรรมในการจัดสร้าง ในการจัดสร้างพระพุทธพิงคนคราภิมงคล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิพนธ์ ตุวานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร(ต่อมาได้ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่) พร้อมด้วยคณะกรรมการได้จัดให้มี การนำแผ่นทองโอบเจดีย์ และแผ่นทองเหลือง เดินทางไปกราบขอเมตตาจิต จากพระสงฆ์ทรง สมณะศักดิ์ และพระสงฆ์ผู้ทรงพุทธคุณาคมทั่วประเทศ จำนวนหลายรูป นับตั้งแต่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช วัดบวรนิเวศวิหาร สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ วัดปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ พระสุ เมธาธิบดี เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร พระญาณวิทยาคม(หลวงพ่อคุณ ปริสุทฺโธ) วัดบ้านไร่ จังหวัดนครราชสีมา หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จังหวัดสิงห์บุรี หลวงพ่อเปิ่น วัดบางพระ จังหวัดนครปฐม เป็นต้นให้ลงอักขระอำนาจพุทธคุณาคมและแผ่เมตตาอธิษฐานจิตต่อวัตถุมงคลพิธีเททองหล่อพระพุทธพิงคนคราภิมงคล เมื่อได้แผ่นทองจารึกอักขระพุทธคุณจาก พระเกจิอาจารย์ พร้อมด้วยมงคลวัตถุจากพุทธเวชนียสถานสี่ตำบล ประเทศอินเดียครบแล้ว จึงได้นำมงคลวัตถุ เหล่านั้นมาหลอมในพิธีเททองหล่อพระพุทธพิงคนคราภิมงคล ณ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัด เชียงใหม่ ในวันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2539 ตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 6 เวลา 12.19 น. ประกอบด้วย “ราชาฤกษ์” มีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าคณะใหญ่ หนเหนือ วัด ปากน้ำภาษีเจริญ กรุงเทพฯ โปรดมาเป็นประธานในพิธีดังกล่าวพิธีมหาพุทธาภิเษกเมื่อการสร้างพระพุทธพิงคนคราภิมงคลเสร็จแล้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กำหนดให้ การประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกขึ้น ณ วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ในวันพุทธที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 ตรงกับวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 7 โดยเริ่มพิธีตั้งแต่เวลา 09.00 น. สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงโปรดเสด็จมาเป็นประธาน ในพิธี มีพระเกจิอาจารย์ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนชาวไทยทั่วไปนั่งสมาธิปลุกเสก แผ่เมตตา อธิษฐานจิต พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์แบบล้านนา(สวดมนต์ตั๋น) เป็นกรณีพิเศษอนึ่ง ก่อนวันประกอบพิธีมหาพุทธาภิเษกที่วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ คณะกรรมการ ได้นำ พระพุทธพิงคนคราภิมงคลที่สร้างเสร็จ พร้อมกับวัตถุมงคลที่สร้างในคราวนี้ ไปขอความเมตตาจาก พระญาณวิทยาคม(หลวงพ่อคูณ ปริสุทฺโธ) ประกอบพิธีปลุกเสกเดี่ยว ที่วัดบ้านไร่ อำเภอด่านขุนทด จังหวัด นครราชสีมา ในวันอังคาร ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2539 เป็นการเสริมสิริมงคลเป็นพิเศษ ด้วยนับได้ว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัย 2 องค์ ที่มีพระพุทธลักษณะโดด เด่น มีพุทธศิลป์เลิศเป็นเอกลักษณ์เฉพาะสกุลช่างที่งดงามที่สุดของประเทศ คือ พระพุทธทศพลชินราช เป็น พุทธศิลป์แบบสุโขทัย และ พระพุทธพิงคนคราภิมงคล เป็นพุทธศิลป์แบบล้านนา หรือ พระเชียงแสน แบบ- 11 -สิงห์ 3 สมควรที่ชาวมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และพุทธศาสนิกชนจะได้เคารพสักการะ ด้วยจิตปสาทศรัทธาอย่าง ยิ่ง อันจะนำสุขสิริสวัสดิ์พิพัฒน์มงคลเอนกอนันต์มาสู่ท่านและครอบครัวตลอดกาล สมดังพระพุทธภาษิตว่า“ปูชา จ ปูชนียานํ เอตมฺมงฺคลมุตฺตมํ การบูชาสิ่งที่ควร เป็นมงคลอย่างสูงสุด”คำบูชาพระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ว่า 3 ครั้ง)วันทามิ ภันเต, กาเยนะ วาจายะ มะนะสา, ทะสะพะละชินะราชะพุทธะปะฏิมัญจะ,พุทธะพิงคะนะคะราภิมังคะลัญเจวะ, อิมายะ ธัมมะสาลายัง ปะติฏฐิตัง.ยัง เม อิจฉิตะปัตถะนัง, ยะทิ ลาภะ ยสะ สุขะ ปะสังสา,พุทธะปูชานุภาเวนะ, ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ เม สัพพะทา.คำแปล “ข้าพเจ้า ขอกราบไหว้ พระพุทธทศพลชินราช กับทั้งพระพุทธพิงคนคราภิมงคลที่ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาธรรมแห่งนี้ ด้วยกาย ด้วยวาจา และด้วยใจ สิ่งใดที่ข้าพเจ้าตั้งใจปรารถนา เช่น ลาภ ยศ สุข และการยกย่องสรรเสริญ ด้วยอานุภาพการบูชาพระพุทธรูปนี้ จงพลันสำเร็จแก่ข้าพเจ้าตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญฯ”วัดฝายหินเป็นวัดในความอุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่วัดฝายหิน นับแต่โบราณมาเป็นเพียงอารามสำนักสงฆ์ เพราะยังไม่มีพัทธสีมา เป็นอรัญญวาสีสาขา ของรัตตวนมหาวิหาร คือวัดป่าแดงหลวง เชียงใหม่ ซึ่งต่อมาจึงได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในภายหลัง นับเป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ปรากฏว่า มีพระภิกษุนามว่า ครู บาหลวงมารวิชัย เป็นพระเถระทรงความรู้แตกฉานภาษาบาลี ท่านเป็นเจ้าอารามฝายหิน ผลงานของท่านเท่าที่- 12 -ได้สำรวจมาแล้วมีหลายเรื่องใหญ่ ซึ่งทานเป็นผู้จารลงในใบลาน เช่น มหาวิบากหลวง หนาถึง 12 ผูก ฯลฯ และชิ้นสำคัญ คือ ตำราเรียนภาษาบาลี เรียกว่า “สัททพินทุ” คัมภีร์นี้ท่านเจ้าคุณพระ สุวิมลธรรมจารย์ คณะสลัก วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษธ์ กรุงเทพฯ ได้ยืมไปแปลเป็นภาษาไทย เมื่อ พ.ศ.2519 ดังนั้น ตั้งแต่สมัยครูบาหลวงมารวิชัย เป็นเจ้าอารามฝายหิน จึงค่อยๆ เป็นที่รู้จักของคนใน จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดใกล้เคียง ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีพระอภัยสารทะสังฆปาโมกข์ เป็นเจ้า อารามฝายหินสืบแทน ซึ่งเป็นปฐมสังฆราชาแห่งล้านนาไทย (เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่รูปแรก)ต่อมาเมื่อมีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขึ้น ซึ่งมีพื้นที่ติดกับวัดฝายหิน ก็ได้มีการรับเอา วัดฝายหินให้อยู่ในความอุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่ง ศาสตราจารย์ ดร.แสง จันทร์งาม ได้กล่าวถึงความเป็นมาของการรับเอาวัดฝายหินให้อยู่ในความอุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่า ในช่วง ระหว่างปี พ.ศ.2509-2510 มีอาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง คือ อาจารย์องุ่น มาริก จากภาควิชาจิตวิทยา คณะมนุษยศาสตร์ ท่านเป็นคนรักธรรมชาติ และเห็นว่าวัดฝายหิน ซึ่งอยู่ติดกับอาณาเขต ด้านทิศตะวันตกของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวัดที่มีภูมิทัศน์สวยงาม เป็นเชิงเขา มีต้นไม้ร่มเย็น มีน้ำตก มี อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก มีฝายที่เป็นหิน ที่เรียกว่า ฝายหิน อยู่ใกล้ๆ ท่านจึงได้มาชักชวนคณาจารย์และนักศึกษา เพื่อร่วมพัฒนาวัด โดยพัฒนาทางวัตถุก่อน สร้างกุฎิ สร้างศาลา ปรับปรุงสถานที่ ให้เป็นที่น่ารื่นรมย์ และได้ นิมนต์พระมาจากกรุงเทพฯ ที่เห็นว่าน่าจะสามารถให้ความรู้ เป็นที่ปรึกษาในทางธรรมแก่นักศึกษา ได้มาจำ พรรษา แต่ก็มีปัญหาตามมาคือ เมื่อพระต่างถิ่น ต่างแดนมาอยู่ ท่านอาจจะเข้ากับนักศึกษาได้ แต่เข้ากับ ชาวบ้านไม่ได้ เพราะชาวบ้านนั้น เป็นผู้ที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณีเดิม จะต้องมีการแห่ครัวตาน มีการ ทำอะไรๆ ที่พระสมัยใหม่จาก พระกรุงเทพฯ ท่านรับไม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านและชาววัดใกล้ชิดกันมากในภาคเหนือ คือจะแทบเป็นครอบครัวเดียวกัน ของใช้ชาววัด ชาวบ้านก็เอาไปใช้ได้ ของชาวบ้าน ชาววัดก็เอาไปใช้ได้ เป็นความสัมพันธ์อีกแบบหนึ่ง ในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งระหว่างพระกับชาวบ้าน มาโดยตลอด ในที่สุดที่อยู่ได้ ทุกวันนี้ ก็พบพระพื้นบ้าน จากอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ มาเป็นเจ้าอาวาสในตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2540 แต่ว่าท่านเป็นพระที่ได้รับการศึกษาดี ท่านจบปริญญาเอกมาจากประเทศอินเดีย คือ พระมหา ดร.ไสว เทวปุญโญ ท่านเป็นผู้ที่รักการศึกษา ส่งเสริมทางการศึกษา ถึงได้อยู่ได้เป็นปึกแผ่นอยู่ จนกระทั่งบัดนี้ ซึ่งสามารถเข้าได้กับทั้งนักศึกษา กับทั้งชาวบ้านด้วยอันนี้ก็เป็นกิจกรรมอันหนึ่ง ที่มุ่งส่งเสริม ทางด้านจิตวิญญาณของคณาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ปัจจุบันทางวัดฝายหินยังได้ ให้ความอนุเคราะห์อุปถัมภ์พระภิกษุสามเณรทั้งจากประเทศไทย และประเทศเพื่อนบ้าน ให้มีโอกาสได้มา ศึกษาเล่าเรียนหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยได้เปิดสำนักเรียนโรงเรียนแผนกสามัญศึกษา ระดับ- 13 -มัธยมศึกษาตอนต้น โดยความร่วมมือระหว่างวัดฝายหิน และ โรงเรียนบาลีสาธิตศึกษามหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วิทยาเขตเชียงใหม่ วัดสวนดอก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา ลำดับเจ้าอาวาสวัดฝายหิน รูปที่ 1 ครูบาหลวงมารวิชัย ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ อดีต - พ.ศ. 2398 รูปที่ 2 พระอภัยสารทะ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2399- พ.ศ. 2457 รูปที่ 3 พระปลัดคำซาว อินทนนฺโท ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ.2458- พ.ศ. 2493 รูปที่ 4 พระอธิการศรีมูล ญาณวโร ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2494- พ.ศ. 2509 รูปที่ 5 ครูบาแดง ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2510- พ.ศ. 2519 รูปที่ 6 พระศรีธรรมบัณฑิต ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2520- พ.ศ. 2530 รูปที่ 7 พระอธิการสิงห์แก้ว ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2530- พ.ศ. 2532- 14 -รูปที่ 8 พระมหาทองรัตน์ รตนวณฺโณ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2532- พ.ศ. 2535รูปที่ 9 พระครูใบฎีกาสุรัตน์ ฐานิสฺสโร ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2535- พ.ศ. 2538รูปที่ 10 พระครูปริยัติยานุศาสน์ (พระมหา ดร. ไสว เทวปุญฺโญ)และรองเจ้าคณะอำเภอเมืองเชียงใหม่ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2539- ปัจจุบันนอกจากการรับวัดฝายหินให้เป็นวัดในความอุปถัมภ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่แล้ว มหาวิทยาลัยยังได้ ดำเนินการจัดกิจกรรมด้านส่งเสริมศาสนาเนื่องในโอกาสวันสำคัญ ทางพระพุทธศาสนา และเนื่องในโอกาสพิเศษร่วมกับวัดต่าง ๆ ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่และต่างจังหวัดอยู่เป็น ประจำตลอดมา เช่น วัดป่าแดงมหาวิหาร วัดพระธาตุดอยคำ วัดช่างเคี่ยน วันโชติกุนสุวรรณาราม เวียงเจ็ดลิน (วัดหมูบุ่น) วัดศรีโสดา วัดผาลาด วัดพระธาตุดอยสุเทพ ราชวรวิหาร วัดโพธาราม มหาวิหาร (วัดเจ็ดยอด) วัดสวนดอก วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดปันเสา วัดตโปทาราม (วัดร่ำเปิง) วัดอุโมงค์ วัดป่าดาราภิรมย์ วัดศรีสุพรรณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด วัดน้ำบ่อหลวง (วนาราม) วัดพระธาตุศรีจอมทอง วัดพระธาตุหริภุญไชย เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันในการเข้า ร่วมงานหรือการจัดกิจกรรมร่วมกับวัดต่าง ๆ ข้างต้น นั้น มหาวิทยาลัยได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ดำเนินงานด้านส่งเสริมศาสนาของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อรับผิดชอบในการ จัดกิจกรรมให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ นโยบาย และตามขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีของชาวล้านนาไทยสืบ ต่อไป**************************************แหล่งที่มา :- 15 -1. พระพุทธรูปประจำมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียบเรียงโดย อ.ดร.พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 25532. วิเคราะห์การประยุกต์หลักสาราณียธรรมในการบริหารงานบุคคลมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หน้า 19-23) จัดทำโดย นายจรัส ปันธิ วันที่ 22 มีนาคม 25473. ประวัติของวัดฝายหิน จาก www.faihin.org
ปรัชญาและศาสนา กับชีวิตร่วมสมัย
วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569
วันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
อันตรธาน / ความเสื่อมในพระพุทธศาสนา
อันตรธาน / ความเสื่อมในพระพุทธศาสนา
Antaradhāna / the Decline in Buddhism
พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์
เรียบเรียงเพื่อเป็นข้อมูลถวายพระอาจารย์อธิวัฒน์ รตนวณฺโณ เสนอ ประกอบภาพ พระพุทธรูป
1. ความสำคัญหรือความเป็นมาของปัญหา
พระพุทธศาสนาสมัยพุทธกาล เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ แห่งนครกบิลพัสดุ์ แคว้นสสักกะ ทรงเบื่อหน่ายในกามสุขและทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ได้ทรงสละราชสมบัติออกผนวช และบำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ อริยสัจ 4 ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมืองคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย ได้พระนามเป็นพระพุทธเจ้า เมื่อก่อนพุทธศักราช 45 ปี พระองค์ทรงประกาศศาสนา ด้วยการแสดงปฐมเทศนา ชื่อ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่เน้นการหลีกเลี่ยงปฏิบัติตามทางสุดโต่ง 2 สาย คือ กามสุขัลลิกานุโยค และ อัตตกิลมถานุโยค แต่เน้นปฏิบัติ ทางสายกลาย คือ มัชฌิมาปฏิปทา แก่ปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพารณสี ผลการฟังธรรม ได้เกิดพระอริยสังฆสาวกองค์แรก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ทำให้พระรัตนตรัย ครบองค์สาม คือ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ จากนั้น พระพุทธเจ้า และเหล่าสาวกช่วยกันจาริกเผยแผ่พุทธธรรมในดินแดนชมพูทวีป
สมัยพุทธกาลเป็นยุคแห่งการแสวงหาทางจิตวิญญาณ
มีลัทธิความเชื่อมากมาย เช่น ลัทธิครูทั้ง ๖ พระพุทธศาสนาจึงโดดเด่นขึ้นมาในฐานะคำสอนที่วิเคราะห์แยกแยะตามเหตุปัจจัย
เน้นการพิสูจน์ด้วยปัญญามากกว่าความเชื่อทางไสยศาสตร์หรือการอ้อนวอนเทพเจ้า
กลุ่มเป้าหมาย พระพุทธเจ้าค์ทรงโปรดบุคคลทุกระดับชั้น
ตั้งแต่กษัตริย์ เช่น พระเจ้าพิมพิสาร
พระเจ้า ปเสนทิโกศล พราหมณ์ เศรษฐี เช่น
อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา จนถึงชาวนา และคนจัณฑาล
เพื่อชี้ให้เห็นว่า พุทธธรรมเป็นของสากล ไม่ขึ้นอยู่กับชาติ ตระกูล วรรณะ
ทรงจัดตั้งสถาบันองค์กรสงฆ์ ด้วยการวางระเบียบวินัย เพื่อความสงบเรียบร้อยของหมู่คณะ
และทรงอนุญาตให้มีภิกษุณีสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา ครบพุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี
อุบาสก และอุบาสิกา เป็นเวลาถึง 45 พรรษา ที่พระพุทธเจ้าและสังฆสาวก
ช่วยกันประดิษฐานพระพุทธศาสนาให้มั่นคง ในชมภูทวีปตอนเหนือ
ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะปรินิพพาน
เพื่อพระชมน์ 80 พรรษา ที่สาลวโนทยาน
นครกุสินารา พระองค์ไม่ได้ทรงตั้งให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นศาสดาแทนพระองค์
แต่ทรงตรัสว่า “อานนท์ บางทีพวกเธออาจจะคิดว่า ปาพจน์มีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว
พวกเราไม่มีพระศาสดา ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น
ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้วบัญญัติแล้วแก่เธอ ทั้งหลาย หลังจากเราล่วงลับไป
ก็จะเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย" [1]
หลังสมัยพุทธกาล พระพุทธศาสนา
ก็ยิ่งหยั่งรากลึกลงในสังคมอินเดีย มีองค์กรพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา และ สหธรรมิกย่อย คือ สามเณร และสามเณรี
จำนวนมาก รวมตัวเป็นสถาบันศาสนาทำหน้าที่เผยแผ่ อุปถัมภ์และปกป้องพระพุทธศาสนา มีพระสมณะทูตไปประกาศศาสนา
ต่างแดน ถึง 9 สาย ทั้งในและนอกพื้นที่อินเดีย
สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช พุทธศตวรรษที่ 3
ต่อมาสมัยพระเจ้ากนิษกมหาราช พุทธศตวรรษที่ 6 ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญแพร่หลายทั้งในอินเดีย
และต่างประเทศ
เป็นหลักคิดและหลักปฏิบัติอย่างมีเหตุผล เป็นที่ยอมรับของสังคมสมัยนั้น มีอารามและวิหารกระจายทุกภูมิภาคของอินเดีย
จากเหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก
มีมหาวิทยาลัยทางพระพุทธศาสนาสำหรับการศึกษาของพระสงฆ์เกิดขึ้นหลายมหาวิทยาลัย[2]
ตามลำดับ ดังนี้
1. พุทธศักราช 960 มหาวิทยาลัยนาลันทา อำเภอนาลันทา รัฐพิหาร
2. พุทธศักราช 1000 มหาวิทยาลัยวลภี อำเภอภวนคร รัฐกุจราต
3. พุทธศักราช 1203
มหาวิทยาลัยโอทันตบุรี อำเภอนาลันทา
รัฐพิหาร
4. พุทธศักราช 1248 มหาวิทยาลัยโสมบุรี
อำเภอราชชาฮี บังคลาเทศ (สมัยก่อน อยู่ในชมพูทวีป)
5. พุทธศักราช 1308
มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา อำเภอภคัลปูร์ รัฐพิหาร
6. พุทธศักราช 1550 มหาวิทยาลัยชคัททละ
อำเภอราชชาฮี บังคลาเทศ (สมัยก่อน อยู่ในชมพูทวีป)
นับเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1,700 ปี
ที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองในดินแดนอินเดีย หลังจากนั้นมาอีก 1,000 ปี พระพุทธศาสนา
ก็เสื่อมจากดินแดนอินเดีย แบบสูญพันธุ์ คงเหลือแต่ซากสถูปวิหาร ปล่อยให้เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า
ถูกลืม และถูกกลืน กลายเป็นซากประวัติศาสตร์ใต้พื้นดินอินเดียอย่างน่าสงสาร
พระพุทธศาสนาเอง ก็ตกอยู่ในกฎอนิจจังแห่งไตรลักษณ์
เป็นไปตามสัจธรรมของโลก คือ มีเจริญมีเสื่อม มีเกิด มีดับ
ไม่มีสิ่งใดอยู่คงทนเป็นอมตะ ตามหลักอนิจจัง
สรรพสิ่งย่่อมเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดา บางสมัย
พระพุทธศาสนาถูกเบี่ยงเบน ถูกกลืนโดยศาสนาฮินดูให้เป็นเพียงส่วนย่อยของศาสนาฮินดู
นับถือว่า พระพุทธเจ้าเป็นอวตารของพระนารายณ์ ในที่สุดพระพุทธศาสนาก็สูญหายจากดินแดนพุทธภูมิ
เสื่อมจากความนับถือของชาวอินเดีย
ไม่มีแม้กระทั้งพระสงฆ์ผู้นำหลักในการประกาศศาสนา ท้ายสุดเมื่อกองทัพมุสลิมรุกเข้าทำลาย
ไม่เฉพาะแต่พระพุทธศาสนาเท่านั้น แม้ศาสนาฮินดูก็ได้รับผลกระทบไปมิใช่น้อย
นับเป็นเวลาจากนั้นมาอีกร่วม 800 ปี หรือ เกือบสหัสวรรษ ที่ความมืดมนธ์
ได้แผ่ปกคลุมพระพุทธศาสนาในอินเดียไว้มิด จนไม่เห็นเดือน เห็นตะวัน
สาเหตุทำให้พระพุทธศาสนาอันตรธาน หรือ เสื่อม
ความเสื่อมของพระพุทธศาสนา ที่ค่อยเซาะกร่อน บ่อนทำลายจนอ่อนกำลังลงไปจนมอดมิดแสงไปจากอินเดีย ในภาพรวมขอสรุปว่า เกิดจากสาเหตุหลัก หรือ ภัย 2 ประการ คือ
1) ภัยจากปัจจัยภายใน อันเกิดจาก บุคคลากรในพระพุทธศาสนาเอง กล่าวคือเสื่อมเพราะพุทธบริษัท4 ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ของตน พระสงฆ์ปฏิบัติผิดเพี้ยนต่อพระธรรมวินัย
2) ภัยจากปัจจัยภายนอก อันเกิดจากสงคราม และ การรุกรานของศาสนาอื่น
ซึ่งจะได้แยกประเด็น
นำเสนอตามลำดับ ดังนี้
ตามหลักฐานที่ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก
ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย มี 3 พระสูตร ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุที่ทำให้พระสัทธรรม(คำสั่งสอน
หรือ พระศาสนา) ดังต่อไปนี้
ในปฐมสัทธัมมสัมโมสสูตร
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการนี้
ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญหายไปแห่งสัทธรรม ธรรม ๕ ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 1. ไม่ฟังธรรมโดยเคารพ 2. ไม่เรียนธรรมโดยเคารพ 3.
ไม่ทรงจำธรรมโดยเคารพ 4. ไม่ใคร่ครวญอรรถแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้วโดยเคารพ 5..
รู้อรรถรู้ธรรมแล้วไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมโดยเคารพ ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5
ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญหายไป แห่งสัทธรรม” [3]
ในทุติยสัทธัมมสัมโมสสูตร
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม ธรรม 5 ประการ อะไรบ้าง คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ 1. ไม่เรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธรรม และเวทัลละ 2. ไม่แสดงธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร 3. ไม่บอกธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร 4. ไม่ทำการสาธยายธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียนมาโดยพิสดาร 5. ไม่ตรึกตาม ตรองตาม เพ่งตามด้วยใจซึ่งธรรมตามที่ตนได้สดับมา ตามที่ตนได้เรียน ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญหายไปแห่งสัทธรรม”[4]
ในตติยสัทธัมมสัมโมสสูตร พระพุทธเจ้าตรัสอีกสาเหตุว่า
“ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญ หายไปแห่งสัทธรรม ธรรม 5 ประการ อะไรบ้าง คือ 1. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เล่าเรียนพระสูตรที่เล่าเรียนกันมาไม่ดี ด้วยบท พยัญชนะที่สืบทอดกันมาไม่ดี แม้อรรถ แห่งบทพยัญชนะที่สืบทอดกันมาไม่ดีก็ชื่อว่าเป็นการสืบทอดขยายความไม่ดี 2. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ว่ายาก ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องทำให้ เป็นผู้ว่ายาก ไม่อดทนรับฟังคำพร่ำสอนโดยเคารพ 3. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นพหูสูต เรียนจบคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัยทรงมาติกา ไม่ถ่ายทอดสูตรแก่ผู้อื่นโดยเคารพ เมื่อภิกษุเหล่านั้น ล่วงลับไป สูตรก็ขาดรากฐาน ไม่มีที่พึ่งอาศัย 4. ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นเถระ ผู้มักมาก ย่อหย่อน เป็นผู้นำใน โอกกมนธรรม ทอดธุระในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง หมู่คนรุ่นหลังพากันตามอย่างภิกษุเถระเหล่านั้น แม้หมู่คนรุ่นหลังนั้นก็เป็นผู้มักมาก เป็นผู้ย่อหย่อน เป็นผู้นำในโอกกมนธรรมทอดธุระในปวิเวก ไม่ปรารภความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้ทำให้แจ้ง 5. สงฆ์แตกแยกกัน เมื่อสงฆ์แตกแยกกัน จึงมีการด่ากัน มีการบริภาษกัน มีการใส่ร้ายกัน มีการทอดทิ้งกัน หมู่คนที่ยังไม่เลื่อมใสในสงฆ์นั้น ก็ไม่เลื่อมใส และหมู่คนที่เลื่อมใสแล้วก็กลายเป็นอื่นไป ภิกษุทั้งหลาย ธรรม 5 ประการนี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมสูญหายไปแห่งสัทธรรม” [5]
นอกจากนี้ ในปาสาทิกสูตร แสดงลักษณะความเสื่อม ปรารภการถึงแก่กรรมของนิครนถ์นาฏบุตร
เหล้าสาวกนิครนถ์ ทะลาะ แตกแยกกัน แบ่งออกเป็น
3 ประการ คือ 1) ความขัดแย้งเรื่องธรรมวินัย
ดังปรากฏเนื้อความว่า “ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้
ข้าพเจ้ารู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ ท่านจักรู้ทั่วธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร” 2) ความขัดแย้งอันเนื่องจากการปฏิบัติ ความว่า “ท่านปฏิบัติผิด
ข้าพเจ้าปฏิบัติถูก ถ้อยคำของข้าพเจ้าเป็นประโยชน์ ของท่านไม่เป็นประโยชน์” และ 3)
ความเสื่อมศรัทธา ความว่า “พวกสาวกของนิครณฐ์นาฏบุตรแม้เหล่าใด
ที่เป็นคฤหัสถ์ผู้นุ่งขาวห่มขาว พวกสาวกแม้เหล่านั้น มีอาการเบื่อหน่าย
คลายความรัก รู้สึกท้อถอย ในพวกสาวกของนิครณฐ์นาฏบุตร” [6]
อีกหลักฐานหนึ่ง
นอกพระไตรปิฎก ในปฐมสมโพธิกถา กัณฑ์ที่ 29
อันตรธานปริวัตต์[7]
กล่าวถึง เหตุแห่งความเสื่อมในพระพุทธศาสนา มี 5 ประการ คือ 1) ปริยัติอันตรธาน
การเสื่อมสูญแห่งพระปริยัติ พระภิกษุไม่สนใจท่องจำพระไตรปิฎก ละทิ้งพระวินัย
ทำให้หลักธรรมที่ถูกต้องหายไป 2) ปฏิปัตติอันตรธาน
การเสื่อมสูญแห่งการปฏิบัติ ไม่มีการทำสมาธิ วิปัสสนา หรือ การรักษาศีลอย่างเคร่งครัด
แม้จะมีตำราแต่ไม่มีใครนำไปปฏิบัติ 3) ปฏิเวธอันตรธาน
การเสื่อมสูญแห่งการตรัสรู้มรรคและผล คือ ไม่มีผู้บรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคล
(โสดาบัน-อรหันต์) 4) ลิงคอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งสมณเพศ คือ ภิกษุ สามเณรไม่รักษาพระวินัย
จนไม่มีสมณสารูป (ลิงคะ) ในที่สุดเหลือเพียงผ้าเหลืองผืนเล็ก ๆ ผูกคอ 5) ธาตุอันตรธาน การเสื่อมสูญแห่งพระบรมธาตุ คือ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าจะมารวมกันที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์
แล้วเผาไหม้ตัวเองเป็นอันเสร็จสิ้นอายุพระศาสนา
สรุปได้ว่า ความเสื่อมเพราะภัยจากปัจจัยภายใน
บุคลากรของศาสนา มีสาเหตุ 3 ประการ คือ
(1) การเสื่อมทางด้านศีลธรรม และ การเสื่อมจากการได้บรรลุ
มรรค ผล นิพพาน (ขาดปริยัติ ละปฏิบัติ ไม่บรรลุปฏิเวธ)
(2)
การแตกแยกและการขัดแย้งกันทางนิกาย (ศีลไม่เสมอกัน ทิฏฐิไม่เสมอกัน)
(3) เกิดลัทธิมหายานและลัทธิตันตระ (การปลอมปนหลักคำสอน ผสมด้วยลัทธิความเชื่ออื่น)
2) ภัยจากปัจจัยภายนอก อันเกิดจากสงครามและการรุกรานของศาสนาอื่น
การที่พระพุทธศาสนาได้เสื่อมไปจากอินเดียนั้น
หาใช่เกิดเพราะภัยภายในอย่างเดียวไม่ ภัยจากภายนอกก็จัดว่า เป็นอันตรายมากเช่นกัน
ที่ทำให้พระพุทธศาสนาต้องเสื่อมไปจากแดนพุทธภูมิ ภัยภายนอกนั้น จำแนกเป็น 6 ประการ
[8]
ได้แก่ภัยต่อไปนี้
(1) การมุ่งร้ายของพวกพราหมณ์ พวกพราหมณ์ไม่เคยยอมรับการเกิดเจริญขึ้นของพระพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการเลย ลักษณะมุ่งร้ายนี้ ได้แข็งกร้าวมากขึ้นจนกระทั่งพระพุทธศาสนาถูกโค่นลงในอินเดีย และเสื่อมสูญ
(2) การฟื้นฟูใหม่ของศาสนาพราหมณ์พวกพราหมณ์ ฟื้นฟูคัมภีร์พระเวท สร้างมหาเทพ 3 องค์ วางหลักอาศรม 4
(3) การถูกศาสนาพราหมณ์กลืน ถึงแม้ว่าในยุคหลัง ๆ เขาจะยอมนับพระพุทธเจ้าว่าเป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ เอาคำสอนทางศาสนาพทธปรับเป็นของตนเอง
(4) การขาดราชูปถัมภ์
หลังจากพระเจ้าหรรษวรรธนะ แล้ว
ยุคหลังไม่ปรากฏราชาพระองค์ใดที่อุปภัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างเข้มแข็ง
(5)
การทำลายล้างของกษัตริย์นอกพระพุทธศาสนา มีพระเจ้าปุษยมิตร ราชวงศ์สุงคะ
พุทธศตรวรรษที่ 4-5 ออกคำสั่งว่า จะให้ เงิน 100 ดินาร์
หากใครตัดศีรษะพระภิกษุรูปหนึ่งมาให้
รวมทั้งการข่มเห็งของพระเจ้าวิกรมาทิตย์ ราชวงศ์คุปตะ พุทธศตวรรษที่ 11
จัดการโต้วาที หากพระสงฆ์แพ้ ต้องถูกกำจัด ต่อมามีกษัตริย์หูณะ นาม มิหิรกุล
ผู้โหดร้าย ท้ายสุด พระเจ้าศศังกะ
ราชวงค์เกาทะ จากเบ็งกอล
(6) การทำลายล้างของพวกมุสลิม
ปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ขุนพลอิสลาม นาม
บัตยาร์ ขัลจิ ยกทัพมาทำลาย มหาวิทยาลัยวิกรมสศิลา ภายใน มีวัก 108
วัดดมีอาจารย์ 800 ท่าน นักศึกษา 10,000 คน และเข้าล้อมเผา
มหาวิทยาลัยนาลันทาเป็นเถ้าถ่าน ปล้น?รัพย์สิน ฆ่าพระสงฆืที่พบเห็น จนพระสงฆ์หนีจากอินเดีย
ไม่กล้ากลับมาอินเดียอีก
การฟื้นคืนพระพุทธศาสนาสู่มาตุภูมิอินเดีย
สรรพสิ่ง เมื่อมีเกิด ก็ย่อมมีเสื่อง
เมื่อเสื่อมลงไปแล้ว อาจมีการฟื้นฟูเกิดใหม่อีก เรื่องทำนองนี้ก็เกิดกับพระพุทธศาสนาในอินเดีย
นั่นคือ พระพุทธศาสนาถูกลิมไป เกือบ 1,000 ปี กว่าพระพุทธศาสนาจะได้รับการฟื้นฟูปลุกชีพขึ้นมาใหม่
และนำพระพุทธศาสนากลับคืนไปสู่แดนพุทธภูมิอีกครั้ง ในราวพุทธศักราช 2434 – 2476 มีกลุ่มชาวพุทธชาติอื่น ๆ ที่มิใช่ชาวอินเดียเจ้าของศาสนาเดิม
นำโดยชาวพุทธศรีลังกา กลับมฟื้นฟูพระพุทธศาสนา
จัดตั้งสถาบันพุทธบริษัท “สมาคมมหาโพธิ” มีวัดทางพระพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นมาใหม่ แสงประทีปแห่งพุทธธรรม
ได่ส่องทางชีวิต ผ้ากาสาวพัตร ธงชัยพระอรหันต์ได้กลับไปโบกสะบัด ที่แดนพุทธภูมิได้อีกครั้ง
แม่จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ
เมื่อเทียบกับพื้นที่อินเดีย แต่ก็สามารถกล่าวได้ว่า
พระพุทธศาสนาได้หวนกลับคืนสู่อ้อมกอดของแดนมารดาผู้ให้กำเนิด
และด้วยผลแห่งการทำงานหนักเพื่อเป็นพุทธบูชาของชาวพุทธศรีลังกากลุ่มนี้
ส่งให้ชาวอินเดียกลุ่มหนึ่ง นำโดย ดร. บี. อาร์. อัมเบดการ์ (Dr. B. R.
Ambedkar) อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของอินเดีย
ได้หันกลับมานับถือพระพุทธศาสนา นำชาวอินเดียจำนวน 500,000 (ห้าแสน) คน
ประกาศตนเป็นพุทธมามกะ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พุทธศักราช 2499[9] ที่เมือง นาคปุระ (Nagpur)
รัฐมหาราษฎร์ ประเทศอินเดีย เหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้น ณ
บริเวณที่เรียกว่า ดิกษาภูมิ (Deekshabhoomi) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาและเป็นสัญลักษณ์ของการปลดแอกชาวดาลิต
(วรรณะจัณฑาล) ในอินเดีย แต่ก็ยังเป็นดุจแสงเทียนดวงเล็ก ๆ ที่ ส่องส่วาง บนยอดเขาที่มืดมนธ์
หนังสืออ้างอิง
พระไตรปิฎกฉบับ
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2539.
ทีฆนิกาย
มหาวรรค, มหาปรินิพพานสูตร, 10/216/164.
ทีฆนิกาย.ปาฏิกวรรค,
ปาสาทิกสูตร, 11/164/125
อังคุตรนิกาย
ปัญจกนิบาต. ปฐมสัทธัมมสัมโมสสูตร 22/ 154/252-253.
อังคุตรนิกาย ปัญจกนิบาต
.ทุติยสัทธัมมสัมโมสสูตร 22/155/254.
อังคุตรนิกาย
ปัญจกนิบาต. ตติยสัทธัมมสัมโมสสูตร 22/156/255
หนังสือทั่วไป
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส,
พระปฐมสมโพธิกถา, กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์หอสมุดแห่งชาติ, 2478, หน้า
530- 539.
พระเทพวิสุทิกวี (พิจิตร ฐิตวณฺโณ), ทำไมพระพุทธศาสนา จึงเสื่อมจากอินเดีย, (กรุงเทพฯ
: โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย,
พิมพ์ครั้งที่ 7, 2540) หน้า 21-60.
พระมหาดาวสยาม
วชิรปญฺโญ, พุทธสถานที่ถูกลืมในดินเดีย, (กรุงเทพฯ :
เม็ดทรายพรินติ้ง, 2547), หน้า 4.
พิสิฏฐ์
โคตรสุโพธิ์, สู่แดนพุทธภูมิ. (กรุงเทพฯ:
บริษัทสื่อสารและการศึกษา จำกัด, 2548),
หน้า 112.
[1] ทีฆนิกาย
มหาวรรค, มหาปรินิพพานสูตร, 10/216/164.
[2] พระมหาดาวสยาม
วชิรปญฺโญ, พุทธสถานที่ถูกลืมในดินเดีย, (กรุงเทพฯ :
เม็ดทรายพรินติ้ง, 2547), หน้า 4.
[3] อัง.
ปัญจก..ปฐมสัทธัมมสัมโมสสูตร, 22/ 154/252-253.
[4]
อัง.
ปัญจก..ทุติยสัทธัมมสัมโมสสูตร, 22/155/254.
[5]
อัง.
ปัญจก.. ตติยสัทธัมมสัมโมสสูตร, 22/156/255.
[6]
ที.ปาฏิ.
ปาสาทิกสูตร, 11/164/125
[7]
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส, พระปฐมสมโพธิกถา, กรุงเทพฯ :
สำนักพิมพ์ หอสมุดแห่งชาติ, 2478,
หน้า 530- 539.
[9] พิสิฏฐ์
โคตรสุโพธิ์, สู่แดนพุทธภูมิ. (กรุงเทพฯ :
บริษัทสื่อสารและการศึกษา จำกัด, 2548),
หน้า 112.
วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
เครื่องมือการวิจัยทางปรัชญาและศาสนา
เครื่องมือการวิจัยทางปรัชญาและศาสนา
พิสิฏฐ์
โคตรสุโพธิ์ [1]
การทำวิจัยทางปรัชญาและศาสนา
ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ(qualitative research) (หรือผสมผสานกับการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อความสมบูรณ์ของข้อมูลที่นำมายืนยัน) หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นการวิจัยเอกสาร(documentary
research) ต้องการศึกษาแนวคิด ค้นหา วิเคราะห์ ตีความ เปรียบเทียบหลักการ / ทฤษฎี
ทางปรัชญาหรือศาสนา หรือเจาะลึกลงไปถึงการแสวงหากรอบแนวคิดใหม่ๆ
เพื่อสนองตอบความอยากรู้ หรือสร้างทฤษฎีใหม่
อันจะสามารถจะนำมาเป็นคำตอบ ทั้งสามารถจะนำประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับสภาพบริบทของสังคมแห่งการเรียนรู้(ทางปรัชญา)และสังคมแห่งการปฏิบัติ(ศาสนา)
โจทความคิดหลักทางปรัชญาเป็นเรื่องของการค้นหาความจริงด้วยเหตุผล
สรุปเป็นกรอบได้ 3 ประเด็น คือ 1. เรา(มนุษย์)
/โลก(จักรวาล) ตามความจริง(Truth)/ความเป็นจริง(Reality) เป็นอะไรแน่ (What is
the Ultimate Truth or Reality of man & the Universe? 2.
เราจะรู้และเข้าถึงความจริง/ความเป็นจริง(ของตัวเรา / ของโลก)นั้นได้อย่างไร(How
should I know and realize their Truth or Reality? และ 3.
เราควรจะปฏิบัติตนอย่างไรจึงสมกับที่เกิดมาเป็นมนุษย์และอาศัยอยู่ในโลกนี้
เอาอะไรมาตัดสินคุณค่าการประพฤติเช่นนั้น (What I ought to be or How should I
live? What life or ideal should I live
or die for?
ในการวิจัยทางศาสนาก็คงไม่ต่างกันมากในโครงสร้าง
(3 กรอบข้างต้น) แต่ต่างกันในรายละเอียด เพราะศาสนาโดยส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ความศรัทธา(Faith)มาก่อน แม้ว่าศาสนาพุทธจะเน้นปัญญา(เหตุผล)เป็นหลัก แต่ก็ยังมีส่วนแห่งศรัทธา
เรียกว่า “ศรัทธาประกอบด้วยปัญญา” เป็นส่วนผสมด้วย เพียงแต่ใช้ปัญญานำศรัทธา หรือ
ใช้เหตุผลกำกับความเชื่อ การวิจัยทางพุทธศาสนา จึงเน้นไปที่
การแสวงหาความหมาย
การตีความหลักคำสอนอย่างเป็นเหตุเป็นผล
ให้ตรงหรือสอดคล้องกับหลักการดั้งเดิมของศาสนา
การวิจัยเพื่อนำหลักคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ตามให้เหมาะกับสภาพบริบทของชีวิตและสังคมที่อยู่ในกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของธรรมชาติ
ทั้งปรัชญาและพุทธศาสนาต่างก็ยึดหลักการที่ต้องการความรู้
ความเข้าใจ หยั่งถึง ความจริง หรือของจริง ที่ไม่ขัดแย้งต่อข้อเท็จจริง(Fact)หรือความจริง/สัจธรรม(Truth) และชี้แนะกรอบการประพฤติตน /
ดำรงตนในวิถีทางที่ถูกต้องดีงามเพื่อความสุขสงบของสังคมมนุษย์เป็นพื้นฐาน
ดังที่ได้นำเสนอมาก่อนหน้านี้ว่า
การวิจัยทางปรัชญา/ศาสนา
เป็นส่วนหนึ่งในการวิจัยทางสังคมศาสตร์ – มนุษยศาสตร์ เครื่องมือสำหรับการวิจัยด้านสังคมศาสตร์
จึงมีหลายแบบ และมีหลายชนิดซึ่งนักวิจัยสามารถนำมาใช้ได้ตามการออกแบบการวิจัย(Research
Design) ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ หรือการวิจัยเชิงคุณภาพ
และหรือการวิจัยเชิงบูรณาการ(ปริมาณผสมคุณภาพ) ซึ่งเมื่อใช้เครื่องมือดังกล่าวแล้ว
สามารถหาคำตอบให้กับโจทการวิจัยในครั้งนั้นๆได้
1. เครื่องเมือการวิจัย(Research Tools)
เป็นที่ทราบกันดีว่า
การวิจัยที่จะได้คำตอบออกมาต้องมีเครื่องมือและวิธีการเก็บข้อมูลที่เหมาะสม
ได้ข้อมูล(คำตอบ)มาแล้ว ยังต้องมาจัดระบบความคิด ทำการวิเคราะห์ด้วยค่าทางสถิติ(Statistic
Analysis) ต่างๆ หรือด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา(Content
Analysis) และรายงาน
อภิปรายผลที่ได้รับจากการวิจัยด้วยเครื่องมือเหล่านั้น ในการเขียนบทความครั้งนี้ ผู้เขียน
ตั้งใจจะนำเสนอเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเครื่องมือการวิจัยทางปรัชญา/ศาสนา
ครอบคลุมไปถึง วิธีการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการรายงานผลการวิจัย
เป็นที่สุด
(ส่วนใดที่เป็นระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ที่แสดงกระบวนการสร้างเครื่องมือ
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ค่าความตรงเชิงเนื้อหา
(IOC =Item Objective
Conguence Index) หรืออัตราส่วนความตรงเชิงเนื้อหา (CVR:
Content Validity Ratio) แม้กระทั่งการทดสอบเครื่องมือนำไปทดลองใช้
ผู้เข้ารับการอบรมคงจะได้รับความรู้จากวิทยากรทางด้านวิจัยเชิงปริมาณมากแล้ว
จะขอข้ามส่วนนี้ไป)
มีคนให้กรอบของเครื่องมือการวิจัย ว่า เครื่องมือการวิจัย หมายถึง
วัสดุ
อุปกรณ์หรือเทคนิควิธีการที่ผู้วิจัยใช้ในการเก็บข้อมูลการวิจัย
รวมทั้งโดยการพิจารณาเลือกใช้เครื่องมือและเทคนิควิธีการที่มีผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการได้คิดสร้างไว้เพื่อใช้ในการวิจัย เช่น
แบบสอบถามวัดทัศนคติของ Thurstone มาตราส่วนประมาณค่าของ Likert
และวิธีการ Semantic Differential
ของ Osgood เป็นต้น และหรือโดยการสร้างเครื่องมือวิจัย ได้แก่แบบสอบถาม (Questionnaires) แบบสัมภาษณ์(Interview) และแบบสังเกตการณ์(Observation) เป็นต้น
โดยอาศัยธรรมชาติและหลักการของปัญหาการวิจัย รวมทั้งเกณฑ์มาตรฐาน แล้วจึงนำไปทดลองใช้ (Try Out) ปรับปรุงแก้ไขแล้ว จึงนำเครื่องมือการวิจัยไปใช้ในภาคสนาม ดำเนินการสำรวจและเก็บข้อมูลการวิจัยจริงต่อไป
เพื่อให้เห็นภาพรวมของเครื่องมือการวิจัย จะขอเสนอโดยย่อดังนี้
1.1 แบบสอบถาม(Questionnaire)
แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล
ประกอบด้วยชุดของข้อคำถามที่ต้องการให้กลุ่มตัวอย่างตอบ โดยกาเครื่องหมาย หรือ เขียนตอบ หรือ กรณีที่กลุ่มตัวอย่างอ่านหนังสือไม่ได้หรืออ่านได้ยาก อาจใช้วิธีสัมภาษณ์ตามแบบสอบถาม ส่วนมากนิยมถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริง
ความคิดเห็น หรือความรู้สึกนึกคิด บุคลิกภาพ ค่านิยมและทัศนคติของผู้ตอบ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล
1.1.1 โครงสร้างของแบบสอบถามโดยทั่วไปจะมีโครงสร้างหรือส่วนประกอบ 3 ส่วน
ดังนี้
ส่วนนำ คำชี้แจงในการตอบแบบสอบถาม
ที่ปกของแบบสอบถามจะเป็นคำชี้แจง
ซึ่งมักจะระบุถึงจุดประสงค์ในการให้ตอบแบบสอบถาม หรือจุดมุ่งหมายของการทำวิจัย อธิบายลักษณะของแบบสอบถาม วิธีการตอบแบบสอบถามพร้อมตัวอย่าง
ส่วนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน
เกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม จะให้ตอบเกี่ยวกับรายละเอียดส่วนตัว เช่น เพศ
อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ ฯลฯ
ขึ้นอยู่กับว่าต้องการให้เป็นตัวแปรอิสระมากน้อยเพียงใด
ส่วนที่ 2 เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น
เป็นส่วนที่สำคัญที่สุด
ซึ่งจะช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษา
ส่วนที่ 3
เป็นข้อคำถามปลายเปิด(Open Ended questions) ที่ต้องการให้ผู้ตอบแบบสอบถามให้ความคิดเห็นอย่างเสรี
ในประเด็นที่เป็นปัญหา และเสนอแนวทางแก้ไข
1.1.2 รูปแบบของคำถาม ในแบบสอบถาม มี 6 ประเภท คือ
1) คำถามที่มีคำตอบให้เลือก 2 ทาง (Dichotomous
Questions)
2) คำถามที่มีหลายคำตอบให้เลือก (Multiple
Choice Questions)
3) คำถามที่ผู้ตอบเลือกได้หลายคำตอบ(Checklist
Questions หรือ Multiple Responses)
4) คำถามที่ให้ผู้ตอบใส่ลำดับที่(Ranking
Question)
5) คำถามที่แสดงถึงระดับความเห็นด้วยหรือชอบ (Scale
Questions)
6) คำถามเปิด(Open-ended Questions)
ส่วนใหญ่แยกไปทำในส่วนที่ 3
1.2 แบบสัมภาษณ์(Interview form) การสัมภาษณ์
เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
หลักฐาน โดยใช้การสนทนา หรือ การเจรจาอย่างมีจดมุ่งหมาย ระหว่างบุคคล 2 ฝ่าย คือ นักวิจัย(ฐานะผู้สัมภาษณ์) และผู้ให้ข้อมูล(ฐานะผู้ถูกสัมภาษณ์) ด้วยบรรยากาศของการมีปฏิสัมพันธ์ อันดีระหว่างกัน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรง และเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการวิจัย แบบสัมภาษณ์ มีรายละเอียด ดังนี้
1.2.1 ลักษณะสำคัญของการสัมภาษณ์ 4 ประการ [2]
1) นักวิจัยเป็นผู้กำหนดเนื้อหาและโครงสร้างของการสนทนา
2) นักวิจัยพยายามหารายละเอียดเบื้องต้นเพื่อทำความเขาใจในตัวผู้ให้ข้อมูล
3) ความสำเร็จสวนใหญ่ของการสัมภาษณ์ขึ้นนอยู่กับคำถามที่ใช้ในการ
สัมภาษณ์ว่าเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการจะทราบหรือไม่เพียงใด และผู้ให้ ข้อมูลตอบคำถามตรงต่อความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด
4)
นักวิจัยควรจะมีความชำนาญในการสัมภาษณ์พอสมควร
1.2.2 องค์ประกอบของการสัมภาษณ์ โดยทั่วไปการสัมภาษณ์จะมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้
ผู้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์
เรื่องที่จะสัมภาษณ์ เป้าหมายการสัมภาษณ์
วิธีการสัมภาษณ์
1.2.3
ประเภทของการสัมภาษณ์ จำแนกตามลักษณะโครงสร้างได้
3 ประเภท คือ
1) การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง(Structured
interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่มีการวางแผน จัดเตรียมชุดคำถาม และวิธีการ
สัมภาษณ์อย่างเป็นระบบและมีขั้นตอนล่วงหน้า มีการดำเนินงานแบบ เป็นทางการภายใต้กฎเกณฑ์หรือมาตรฐานเดียวกัน
2) การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง(Semi-Structured
Interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่มีการวางแผน การสัมภาษณ์ไว้ก่อนล่วงหน้าอย่างเป็น
ขั้นตอน แบบเข้มงวดพอประมาณ และ ข้อคำถามในการสัมภาษณ์มีโครงสร้าง แบบหลวม(Loosely
structure)
3) การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) เป็นการสัมภาษณ์ที่ไม่มีการกำหนด
กฎเกณฑ์เกี่ยวกับคาถามและลำดับ ขั้นตอนของการสัมภาษณ์ไว้ล่วงหน้า เป็นการพูดคุยสนทนาตามธรรมชาติ(Naturalistic
Inquiry)
การวิจัยเชิงคุณภาพมักใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก(In-depth Interview)
โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
1. เพื่อช่วยเพิ่มเติมข้อมูลที่ได้มาจากวิธีการอื่นๆได้ดีขึ้น
2. เพื่อตรวจสอบความเป็นจริงของข้อมูลที่ได้เก็บรวบรวมมาก่อน
3. เพื่อดูร่องรอยอื่นๆที่ไม่ได้แสดงออกมาด้วยคำพูด
แนวคำถามที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพไม่ใช้แบบสอบถามที่ใช้ใน
การวิจัยเชิงปริมาณ แนวคำถามจะเป็นเครื่องมือการวิจัยที่มีโครงสร้าง น้อยกว่าเมื่อเทียบกับแบบสอบถาม
แต่แนวคำถามที่ดีควรมีความ ครอบคลุมและรัดกุม ดังนั้นในการสร้างแนวคำถามเพื่องานวิจัย
ผู้ที่จะ สร้างแนวคำถามได้ดีควรต้องศึกษาปัญหา และวัตถุประสงค์ของการ วิจัยให้เข้าใจ
จากนั้นจึงสามารถกำหนดแนวคำถามได้
1.2.4 ลักษณะการสัมภาษณ์ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
(1) การสัมภาษณ์เป็นรายบุคคล
(Personal
Interview) และ
(2) การสัมภาษณ์กลุ่ม(Focus Group
Interview)
1.3 แบบสังเกต (Observation
form)
การสังเกตเป็นเทคนิคการรวบรวมข้อมูลการวิจัยอย่างหนึ่ง ที่ผู้สังเกตใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้สังเกตในการศึกษาเหตุการณ์ ปรากฏการณ์ต่างๆ
เพื่อให้เข้าใจลักษณะธรรมชาติและความเกี่ยวข้องกันระหว่างองค์ประกอบต่างๆ
ของเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์นั้นๆ แบบสังเกต มีรายละเอียดดังนี้
1.3.1 ประเภทของการสังเกต แบ่งตามวิธีการสังเกตได้ 2 ประเภท คือ
1) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม(Participant
observation) การสังเกตแบบนี้จะเป็นลักษณะที่ผู้สังเกตเข้าไปมีส่วนร่วมหรือทำกิจกรรมร่วมกับผู้ถูกสังเกต
โดยที่ผู้ถูกสังเกตไม่รู้ตัวว่าถูกสังเกตอยู่
และเป็นการสังเกตทางตรง(Direct Observation)ที่ผู้สังเกตการณ์สัมผัสกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยตรงด้วยตนเอง
2) การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม(Non-participant
observation) การสังเกตแบบนี้จะเป็นลักษณะผู้สังเกตไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมหรือไม่ได้เข้าทำกิจกรรมกับผู้สังเกต
เรียกว่า เป็นการสังเกตทางอ้อม(Indirect Observation)
ที่ผู้สังเกตไม่ได้เฝ้าดูหรือศึกษาเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์นั้นๆโดยตรง แต่จะดูหรือศึกษาจากสิ่งที่ได้บันทึกมา เช่น
ภาพยนตร์ โทรทัศน์ เทปบันทึกภาพ(วิดีโอ) เป็นต้น
1.3.2 หลักในการสังเกต
มีข้อที่ควรคำนึง ดังนี้
1) ต้องมีเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ในการสังเกตที่ชัดเจน
2) ต้องทำการสังเกตอย่างรอบคอบ
ตั้งใจ และไม่ทำแบบผิวเผิน
3) เมื่อสังเกตเห็นสิ่งใดให้ทำการจดบันทึกไว้ทันที
และไม่ลำเอียงในการจดบันทึก
4) ควรจะมีการสังเกตซ้ำในบางเรื่อง
ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลการสรุปอย่างเที่ยงตรง
1.3.3 คุณสมบัติของผู้สังเกตที่ดี [3]
นักวิจัยที่ใช้เครื่องมือแบบสังเกต ควรมีคุณสมบัติ ดังนี้
1) มีความไวในการรับรู้และสื่อความหมาย
2)
มีความละเอียดรอบคอบและช่างสังเกต
3)
ความตั้งใจในการสังเกต
4) มีความยุติธรรม(เป็นกลาง)
1.4 การประชุมกลุ่ม (Focus Group) หรือกลุ่มที่เจาะจง
เป็นเทคนิคหนึ่งในการรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ การใช้เทคนิคแบบ Focus Group ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1946 โดยเริ่มต้นจากกลุ่มที่ทำงานทางด้านสังคมศาสตร์(Social
Sciences) มีลักษณะเป็นการสนทนาแลกเปลี่ยนประเด็นปัญหา
ที่มีการกำหนดหัวข้อเฉพาะบางประเด็นของผู้จัด(Organizer) โดยกลุ่มคนที่เข้าร่วมประมาณ
8-10 คน(แต่ไม่ควรเกิน 12 คน) ซึ่งเรียกว่าเป็น Participants
หรือ Respondentsโดยผู้ที่จะเข้าร่วมการทำ Focus
group จะได้รับการคัดเลือก(Screen) ตามเงื่อนไขมาอย่างดี
ตามความมุ่งหมายของกลุ่มเจาะจง คือ
กลุ่มคนที่ถูกจัดขึ้นมา เพื่อการสนทนาหรืออภิปรายกัน โดยมีจุดมุ่งหมาเจาะจง
เพื่อจะหาข้อมูลที่ถูกต้องตรงประเด็นสำหรับตอบคำถามการวิจัยเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ
ที่ว่าเจาะจง ก็เพราะสมาชิกในกลุ่มนั้นถูกเจาะจงเลือกมา
โดยถือคุณสมบัติที่นักวิจัยกำหนด เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการวิจัย
วัตถุประสงค์ของการจัดสนทนากลุ่มที่เจาะจงเช่นนั้นก็เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ดีที่สุด
ตามจุดมุ่งหมายของการศึกษา โดยผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันของสมาชิกในวงสนทนา
ไม่ใช่การให้สมาชิกตอบคำถามของนักวิจันเป็นรายคน ดังเช่นการสัมภาษณ์แบบตัวต่อตัว
วิธีการนี้จึงถูกเรียกกันโดยทั่วไปว่า การอภิปรายกลุ่มแบบเจาะจง หรือ Focus Group
Discussion(FGD)[4]
Jane Imber and Betsy Ann Toffler ได้นิยาม Focus Group
Interview ไว้ ดังนี้ การประชุมกลุ่ม หรือ การสัมภาษณ์กลุ่ม คือ เทคนิคการสัมภาษณ์กลุ่มแบบไม่มีโครงสร้างซึ่งนำคน 8-12 คน มารวมกันภายใต้การนำของผู้สัมภาษณ์ที่ผ่านการอบรมแล้ว(Trained
Modulator) โดยจะพูดคุยเจาะไปยังเรื่องเฉพาะเจาะจง(Specific
Issue) เช่น ปัญหายาเสพติดของชุมชน ปัญหาการผลิต OTOP มีผู้ดำเนินการสนทนา (Modulator) ที่ชำนาญในการพูดคุย
มีความชำนาญสูงในการทำหน้าที่แนะนำเรื่องที่จะคุย และคอยกระตุ้นสมาชิกสนทนา[5]
ในการทำ Focus Group มีองค์ประกอบที่จะต้องพิจารณา
เพื่อให้งานสมบูรณ์ คือ
1)
จำนวนกลุ่ม
2)
ขนาดของกลุ่ม จำนวนคนเข้าร่วม
3)
การจัดหาผู้เข้าร่วมสนทนา(Screen)
4)
การพิจารณาผู้ดำเนินการสนทนา(Modulator)
5)
การพิจารณาสถานที่ และการเก็บประเด็นข้อมูล
6)
การพิจารณาแนวการสัมภาษณ์(Guide line)
1.5
นักวิจัย ในฐานะเป็นเครื่องมือของการวิจัย(Researcher) วิธีการทำวิจัยทางคุณภาพทั่วไปถือว่า นักวิจัยเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลที่สำคัญที่สุด
นั่นคือผู้วิจัย หรือ
นักวิจัยนับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะงานวิจัยจะสำเร็จสมความมุ่งหมายหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับนักวิจัย
ซึ่งเป็นตัวจักรสำคัญ ที่จะรวบรวม วิเคราะห์ตีความ ดังนั้นนักวิจัยจึงต้องมีคุณลักษณะที่จำเป็นบางประการดังต่อไปนี้
[6]
1.5.1 มีความรู้พื้นฐานในสาขาวิชาที่ทำการวิจัยเป็นอย่างดี นับเป็นความจำเป็นมากที่นักวิจัยจะต้องมีความรู้เป็นอย่างดีในสาขาวิชาที่ตนทำการวิจัยอยู่เพื่อจะได้เลือกใช้เทคนิค
วิธีการและเครื่องมือให้เหมาะสมสอดคล้องกับลักษณะของงานวิจัยนั้น และสามารถค้นหาหรือเลือกใช้ความรู้จากงานวิจัยที่แล้วมาได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้การที่นักวิจัยมีความรู้ดีก็จะสามารถสรุปผลของข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ฉะนั้นนักวิจัยจึงต้องค้นคว้าติดตามอ่านผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพื่อจะได้ศึกษาความก้าวหน้าทางวิชาการและเทคนิคใหม่
ๆ อยู่ตลอดเวลา
1.5.2 มีความรอบรู้ในสาขาวิชาอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่กำลังทำอยู่ นักวิจัยจ้ะองมีความรู้ในวิชาอื่นด้วย
เพราะในการวิจัยนั้นอาจจะพาดพิงหรือเกี่ยวข้องกับวิชาต่าง ๆ อยู่บ้าง เนื่องจากขอบเขตของการวิจัยไม่สามารถจะแยกออกไปได้อย่างชัดเจนเหมือนวิชาเรียนในห้องเรียน
เช่น การศึกษาเรื่องการคายน้ำของพืช ก็ต้องอาศัยความรู้ทางชีววิทยาและเคมี เป็นต้น
ฉะนั้นนักวิจัยจึงต้องศึกษาและขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องด้วย
ซึ่งอาจจะกลับไปทบทวนความรู้ที่เคยเรียนมาก่อนหรือไม่ก็ต้องศึกษาเพิ่มเติม
2.
การวิจัยทางปรัชญาหรือศาสนา ส่วนมากเป็นการวิจัยเชิงเอกสาร(Documentary Research)
การวิจัยเอกสาร
หมายถึง การวิจัยที่ผู้วิจัยทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร
รายงาน แล้วเสนอผลในเชิงวิเคราะห์ การวิจัยเอกสาร จึงเป็นวิธีหนึ่งในการสร้างความรู้ที่นิยมใช้กันมากในสถาบันการศึกษา
เพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ หรือ เขียนรายงานอื่นๆ ที่จำเป็นต้องอาศัยเอกสารประเภทต่าง
ๆ ในการอ้างอิง รวมทั้งใช้เมื่อต้องการรู้ผลเร็วในกรณีที่เหตุการณ์ผ่านไปแล้ว หรือ
กรณีที่ผู้วิจัยไม่มีงบประมาณพอ และอยู่ห่างไกลจากแหล่งข้อมูล ซึ่งไม่สามารถลงไปเก็บข้อมูลในพื้นที่จริงหรือสามารถไปได้โดยยากลำบาก
การสร้างความรู้ใหม่
คงมิได้จำกัดในด้านการวิจัยอาศัยแหล่งข้อมูลจากเท่านั้น ผู้วิจัยยังสามารถค้นหาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ
ที่มิใช่บุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แหล่งข้อมูลจากเอกสาร จารึก สารสนเทศ หรือข้อความที่เขียนบันทึก
เป็นต้น การวิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้ใหม่จากเอกสารต่างๆ ดังกล่าวมา เรียกว่า “การวิจัยเอกสาร”
(Documentary Research) [7] การวิจัยทางปรัชญาและศาสนา ส่วนมากเน้นการวิจัยเอกสารเป็นหลัก
ใช้เอกสารที่เป็นทฤษฎีทางปรัชญา หรือ คัมภีร์ทางศาสนาเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญ
จะขอให้ข้อมูลพื้นฐานการวิจัยเอกสารพอเป็นแนวสำหรับการทำวิจัยแนวนี้ ดังต่อไปนี้
2.1 ความเป็นมาของการวิจัยเอกสาร
การวิจัยเอกสารเป็นการวิจัยเชิงบรรยาย มุ่งค้นหาข้อเท็จจริง หรืออธิบายปรากฏการณ์ที่ปรากฏว่า มีสภาพความเป็นจริงอย่างไร การวิจัยประเภทนี้สามารถทำได้ในหลายลักษณะ
อาจศึกษาแบบสำรวจ หรือแบบหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
หรือแบบพัฒนาการก็ได้ แต่ผลการวิจัยที่ได้จะต้องสามารถตอบคำถามว่า
สภาพการณ์ที่ศึกษาเป็นเช่นไร วิธีการศึกษาข้อมูลในการวิจัย อาศัยการสืบค้นข้อมูลเอกสาร
การวิจัยเอกสารจึงเป็นสาขาหนึ่งของ การวิจัยเชิงสำรวจ
(survey research) ซึ่งเป็นการศึกษาปัญหาอย่างกว้าง ๆ
เพื่อสำรวจหาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพความเป็นจริง ลักษณะทั่ว ๆ ไป หรือความคลุมเครือของสิ่งที่จะต้องวิจัย
สำรวจเนื้อหา บทเรียน ตำรา คัมภีร์
กฎหมาย กิจกรรม
โครงสร้างของหลักสูตร ระเบียบราชการ คำสั่ง
เป็นต้น เพื่อวิเคราะห์ อธิบาย ตีความ ขยายความ เปรียบเทียบ ประเมิน อันจะเป็นแนวทางสำหรับการนำมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาของสังคมต่อไป
2.2
ความหมายของการวิจัยเอกสาร การวิจัยเอกสาร หมายถึง การแสวงหาคำตอบหรือการสร้างองค์ความรู้ด้วยการใช้หนังสือ(text)
เอกสาร(document) รวมถึงสื่อในรูปแบบอื่นๆ
เช่น ภาพยนตร์ วีดิทัศน์ ภาพวาด
สมุดบันทึก ทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์
[8]ที่ได้มีการจัดพิมพ์ หรือเผยแพร่ไว้อยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้
คำว่า เอกสารจึงมิได้หมายถึงเฉพาะสิ่งพิมพ์เท่านั้น
ในการวิจัยเอกสาร ผู้วิจัยจะเก็บรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ เอกสาร รายงานหรือสื่ออื่นๆ แล้วเสนอผลการศึกษาในเชิงวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลที่ได้
ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร
ผู้วิจัยสามารถใช้ทั้งวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
เฉลิมลาภ ทองอาจ ให้ข้อควรพิจารณาการใช้แห่งข้อมูลเอกสารเพื่อการวิจัยอย่างน่าสนใจว่า
การศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่เป็นเอกสารมีข้อที่ควรพิจารณา
ซึ่งนักวิจัยควรกำหนดเป็นแนวทางในการวิจัยก็คือ เอกสารส่วนใหญ่ซึ่งอาจจะเขียนขึ้นโดยบุคคลหรือคณะบุคคลก็ตาม
ย่อมต้องมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเฉพาะสำหรับเอกสารชิ้นนั้น ตัวอย่าง เช่น
นวนิยาย ผู้เขียนก็ต้องแต่งขึ้นตามจินตนาการเพื่อนำเสนอสารบางอย่าง
โดยมีจุดเน้นเพื่อสร้างความบันเทิงหรือให้ข้อคิด ดังนั้น การนำนวนิยายมาวิเคราะห์
เช่น การวิเคราะห์สภาพสังคม ประวัติศาสตร์ ค่านิยมหรือความเชื่อบางอย่างในนวนิยาย
เป็นการวิเคราะห์ทางอ้อม
เพราะในนวนิยายอาจจะมิได้กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้อย่างชัดเจนนัก
วัตถุประสงค์ของเอกสารที่นำมาศึกษากับวัตถุประสงค์ของการวิจัยจึงอาจจะไม่สอดคล้องกัน
ดังที่ Mogalakwe ได้อธิบายในประเด็นนี้สรุปได้ว่า
“เอกสารแต่ละฉบับนั้นเขียนขึ้นโดยมีเป้าหมายหรือยู่บนสมมติฐานที่แตกต่างกันไป
นอกจากนี้ ยังนำเสนอในวิธีและรูปแบบที่แตกต่างกันไปอีกด้วย
การนำข้อมูลจากเอกสารต่างๆ มาวิเคราะห์ นักวิจัยจึงต้องให้ความสำคัญ
โดยจะต้องสนใจอย่างยิ่งต่อเป้าหมายที่แท้จริงของเอกสาร รวมถึงผู้ที่เป็นผู้ใช้ข้อมูลจากเอกสารนั้นอย่างแท้จริง” [9]
2.3 ประเภทของแหล่งข้อมูลเอกสาร นักวิชาการได้แบ่งเอกสารที่นำมาใช้ในการศึกษาค้นคว้า
วิเคราะห์และสังเคราะห์ความรู้ใหม่ ออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
2.3.1
เอกสารชั้นต้นหรือเอกสารปฐมภูมิ(primary document)
หมายถึง เอกสารที่เขียนขึ้นโดยบุคคลที่เรียกว่า ประจักษ์พยาน(eye-witness)
ที่อยู่ในเหตุการณ์ ณ ขณะที่เหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นจริงๆ
ตัวอย่างเช่น บันทึกทางประวัติศาสตร์
ซึ่งผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่ร่วมในเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์นั้น หรือบันทึกส่วนตัว(diary) ที่ผู้เขียนแสดงความคิดและความรู้สึกของตนเองในบันทึกนั้น
ซึ่งหากจะศึกษาบุคคล
นักวิจัยก็สามารถศึกษาได้จากบันทึกส่วนตัวของบุคคลที่ตนเองสนใจ
เพราะจะทำให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการศึกษามากที่สุด
เอกสารชั้นต้นในทางปรัชญา ได้แก่ ตำราต่างๆที่นักปรัชญาเจ้าของทฤษฎีนั้นๆ
แต่งขึ้นมา ส่วนในทางศาสนา หมายถึงตัวคัมภีร์หลัก ชั้นต้น ทางศาสนาพุทธ
หมายถึงคัมภีร์พระไตรปิฎก หรือเรียกว่า พระบาลี รองลงมาจาก พระบาลีก็ลำดับชั้น
อรรถกถา ถือว่าเป็นคัมภีร์สำคัญ
2.3.2
เอกสารชั้นรองหรือเอกสารทุติยภูมิ(secondary document)
หมายถึง
เอกสารที่เขียนขึ้นโดยบุคคลที่มิได้เป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง
ซึ่งอาจจะเป็นผู้ที่รับทราบข้อมูลจากประจักษ์พยาน ด้วยการสนทนา หรือ การบอกเล่าสืบต่อๆ กันมา
หรือได้เคยอ่านผลงานการเขียนของประจักษ์พยาน
ข้อมูลจากเอกสารชั้นรองนี้จึงอาจะมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมากกว่าเอกสารชั้นต้น
นอกจากเกณฑ์การแบ่งตามประสบการณ์หรือการเข้าไปมีส่วนร่วมของผู้เรียนแล้ว
เรายังสามารถแบ่งประเภทของเอกสารได้ตามแหล่งผลิตเอกสารฉบับนั้นๆ
ด้วย กล่าวคือ แบ่งเป็น เอกสารสาธารณะและเอกสารส่วนบุคคล
ดังนี้
(1)
เอกสารสาธารณะ(public document) หมายถึง
เอกสารที่เขียนและตีพิมพ์เผยแพร่โดยหน่วยงานสาธารณะ ทั้งภาครัฐและเอกชน
ทั้งนี้เพื่อนำเสนอข้อมูล นโยบาย แนวทาง หรือข้อความรู้ต่างๆ
ตัวอย่างของเอกสารสาธารณะ เช่น กฎหมายในรูปพระราชบัญญัติ
พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง รายงานประจำปี หรือเอกสารที่แสดงค่าสถิติต่างๆ ที่ได้มีการวิเคราะห์ไว้ เอกสารสาธารณะเหล่านี้เป็นเอกสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเป็นประจำตามวาระของหน่วยงานราชการ
(2) เอกสารส่วนบุคคล(personal
document) หมายถึง เอกสารที่มิได้เผยแพร่ต่อสาธารณะ
ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลภายในของหน่วยงาน
หรืออาจจะเป็นข้อมูลที่บุคคลเขียนขึ้นจากบันทึกส่วนตัว จดหมายเตือนความจำ หรือเอกสารที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในลักษณะอื่นๆ
เช่น ภาพถ่าย บันทึกทางการแพทย์เกี่ยวกับสุขภาพ บันทึกประจำวัน
จดหมายส่วนบุคคล
2.4 เกณฑ์ในการเลือกเอกสาร
การคัดเลือกเอกสารเพื่อนำมาวิเคราะห์จึงเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ
เพราะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประเด็นในการวิจัยย่อมมีมาก เอกสารบางชนิดยังมีความซับซ้อนของข้อมูล
ผู้วิจัยย่อมไม่อาจที่จะศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องได้ครบทุกชิ้น
จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีเกณฑ์สำหรับการคัดเลือกเอกสารมาใช้ในการวิจัย มีเกณฑ์ที่สำคัญ 4 ประการได้ดังนี้[10]
2.4.1 ความจริง(authenticity)
หมายถึง ผู้วิจัยจะต้องคัดเลือกเอกสารที่เป็นเอกสารที่แท้จริง (origin)
ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์
การพิจารณาว่าเอกสารนั้นเป็นเอกสารที่ให้ข้อมูลแท้จริงหรือไม่ จะเกิดขึ้นจากการตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียนหรือหน่วยงานที่เขียนเอกสารว่ามีความน่าเชื่อถือถือไม่
อย่างไร รวมถึงข้อมูลที่ปรากฏในเอกสารนั้น
สอดคล้องกับข้อมูลในบริบทอื่นๆ ที่เกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาที่มีการเขียนเอกสารนั้นอย่างไร
2.4.2 ความถูกต้องน่าเชื่อถือ(credibility)
หมายถึง ผู้วิจัยจะต้องคัดเลือกเอกสารด้วยการพิจารณาว่า
เอกสารนั้นจะต้องไม่มีข้อมูลที่ผิดพลาด
บิดเบือนหรือคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ
เอกสารจำพวกหนังสือพิมพ์หรือบทวิจารณ์ต่างๆ เพราะเป็นการเขียนข้อเท็จจริงที่ผู้เขียนได้แสดงความคิดเห็นของตนเองประกอบเข้าไปด้วย
ข้อคิดเห็นเหล่านี้ หากผู้วิจัยมิได้สนใจศึกษา
อาจจะทำมีอิทธิพลที่ทำให้ข้อมูลโดยภาพรวมเกิดการบิดเบือนไป
2.4.3 การเป็นตัวแทน(representativeness)
ในการคัดเลือกเอกสาร ผู้วิจัยจำเป็นต้องพิจารณาด้วยว่า
เอกสารดังกล่าวมีความเป็นตัวแทนหรือไม่ ในที่นี้
การเป็นตัวแทนมีหลายระดับ ระดับแรก หมายถึง การที่เอกสารนั้นสามารถใช้แทนหรือเป็นแบบฉบับที่แทนเอกสารประเภทเดียวกันได้หรือไม่
และระดับที่สองคือ ข้อมูลในเอกสารที่จะนำมาวิเคราะห์นั้นจะต้องเป็นข้อมูลที่เป็นตัวแทนของประชากรได้
ตัวอย่างเช่น รายงานการวิจัยที่ได้มีการสุ่มตามวิธีวิทยาการวิจัย
และใช้สถิติวิเคราะห์ที่ถูกต้อง
ย่อมถือว่าข้อมูลหรือผลที่เสนอในงานวิจัยนั้นเป็นตัวแทนข้อมูล
ที่จะนำมาวิเคราะห์ต่อได้
2.4.4 ความหมาย(meaning)
การใช้เกณฑ์ความหมาย หมายถึง
การคัดเลือกเอกสารที่มีความชัดเจนและสามารถที่จะเข้าใจได้ง่าย ผู้วิจัยจะต้องตรวจสอบเอกสารในเบื้องต้น ด้วยการพิจารณาข้อมูลคร่าวๆ ว่า
เอกสารที่นำมาพิจารณานั้น
มีข้อมูลใดที่เป็นนัยสำคัญหรือจะสร้างความหมายให้กับการวิจัยหรือไม่ การตีความเอกสารบางประเภท จึงสามารถที่จะตีความทั้งในระดับที่เป็นข้อเท็จจริง
ซึ่งก็คือการสรุปสาระสำคัญที่ปรากฏ อีกระดับหนึ่งคือ การตีความข้อมูลที่เป็นนัยที่ซ่อนแฝงอยู่ การตีความนัยค่อนข้างจะทำได้ยาก เพราะต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้ตีความ
นอกจากการวิจัยเชิงเอกสารจะได้มีการนำมาใช้ในการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวกับการสังเคราะห์ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงต่างๆ
เพื่อหาจุดบกพร่องหรือข้อควรปรับปรุงแก่นโยบายหรือโครงการต่างๆ แล้ว การวิจัยเชิงเอกสาร
ยังเป็นการวิจัยที่ได้รับความนิยมในการศึกษาปรากฏการณ์ที่เกี่ยวกับความคิด
ทรรศนะและค่านิยมของบุคคล ซึ่งปรากฏในงานเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลนั้น
ตัวอย่างเช่น งานวิจัยทางอักษรศาสตร์ ภาษาและวรรณคดีอีกด้วย ข้อดีของการวิจัยเชิงเอกสาร คือ มีขั้นตอนไม่ซับซ้อน
ไม่ต้องใช้เครื่องมือหรือทรัพยากรในการวิจัยมาก ประหยัดเวลา
และสามารถดำเนินการวิจัยได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อได้รับเอกสารสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลครบถ้วน
เป็นอันสรุปได้ว่า
เครื่องมือการวิจัยทางปรัชญา หรือศาสนา
ที่ใช้เอกสารเป็นแหล่งข้อมูลที่เรียกว่า การวิจัยเอกสารนั้นได้แก่ ผู้วิจัย
ที่มีประสบการณ์ มีความรอบรู้ ใฝ่รู้
มีกรอบคิดตามสาขาวิชาที่ตนศึกษา เป็นสำคัญ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องอาศัยการตีความ
ทั้งนี้เพราะการตีความเป็นพฤติกรรมทางสติปัญญา ที่ค่อนข้างเป็นอัตวิสัย
(subjective) ผู้วิจัยจะพิจารณาข้อมูลต่างๆ ที่ได้มาอาศัยกรอบความรู้
ทัศนคติและประสบการณ์ของผู้วิจัยเอง ผลของการตีความอาจจะไม่ตรงกับการตีความที่แท้จริงก็ได้
อนึ่ง
ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของข้อมูลในเอกสารที่นำมาวิเคราะห์ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้การวิจัยเชิงเอกสารมีแนวโน้มที่จะทำให้ผู้วิจัยไม่ได้คำตอบของปัญหาตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
นักวิจัย จึงเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างยิ่ง.
3. การเก็บข้อมูล / การวิเคราะห์ข้อมูล
ขั้นตอนของกาวิจัยทางปรัชญา
หรือ ศาสนา เมื่อคิดจะทำการศึกษาประเด็นใด ที่เกี่ยวหลักความคิด หลักธรรม
หลักปฏิบัติ ความเชื่อ หรือ พิธีกรรม
ผู้วิจัยต้องแสวงหา สืบค้น รวบรวมเอกสารโดยตรง(ปฐมภูมิ) และเอกสารโดยอ้อม(ทุติยภูมิ)
ที่เกี่ยวข้องให้มากที่สุด
หลากหลายที่สุด(เท่าที่เวลาและแหล่งข้อมูลที่จะหาได้อำนวย)
และลงมือศึกษาวิจัยในขั้นตอนว่าด้วยการเก็บรวบรวบรวมข้อมูล ดุจการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม
เพียงแต่การวิจัยเอกสาร ไม่แจกแบบสอบถาม หรือขอสัมภาษณ์ แต่เป็นการลงมือเก็บเอกสาร
คัดเลือก คัดกรอง ตามกรอบ ความจริง ความถูกต้องน่าเชื่อถือ การเป็นตัวแทน
และความหมาย ดังแสดงขั้นตอนการเก็บข้อมูล ดังนี้
1. ศึกษาค้นคว้าข้อมูล(เอกสาร)ในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ
2. ผู้วิจัยวางกรอบแนวคิด
โดยกำหนดกรอบข้อมูล(เอกสาร)ให้สอดคล้องตรงประเด็นกับ
เป้าหมายของการวิจัย
3. ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูล
โดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ที่กำหนดกรอบเอาไว้ เช่น ให้นิยามศัพท์ ความหมาย
ลักษณะ ประเภท ระดับ คุณลักษณะ/คุณสมบัติ คุณและโทษ
การตีความเชิงปฏิบัติการเป็นต้น
ซึ่งผู้วิจัยต้องใช้ความละเอียดรอบคอบอย่างที่สุด
4. สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ
ข้อสังเกต ความแตกต่างระหว่างการตรวจเอกสารและงานวิจัยเอกสาร
คือ วัตถุประสงค์ของการตรวจเอกสารเป็นการทบทวนประสบการณ์ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย
เพื่อเสริมความคิด ป้องกันความผิดพลาด และลดความซ้ำซ้อนในงานวิจัยที่จะทำ ส่วนการวิจัยเอกสารเป็นการนำข้อมูลที่มีการเก็บรวมรวมมาทำการวิเคราะห์สังเคราะห์เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่
4. องค์ประกอบของการวิจัยทางปรัชญา หรือ ศาสนา
องค์ประกอบการวิจัยเอกสาร อาจมีได้หลายแบบ
ดังนี้
แบบที่ 1 ประกอบไปด้วย 5 บท ได้แก่
บทที่ 1 บทนำ
ความสำคัญและที่มาของปัญหา
วัตถุประสงค์
กรอบแนวคิด
ขอบเขตการวิจัย
วิธีดำเนินการวิจัย/แหล่งข้อมูล
ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
บทที่ 2 การตรวจเอกสาร (อาจใช้ชื่อเนื้อหาในการตรวจเอกสารเป็นชื่อบท จำนวนบทขึ้นอยู่กับกรอบแนวคิดในการศึกษา
)
บทที่ 3 บทวิเคราะห์ สังเคราะห์
บทที่ 4 การนำไปใช้
บทที่ 5 สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ
ตัวอย่างแบบที่ 1 :
การศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมจากการตอบปัญหาเทวดาของพระพุทธเจ้า
โดย พันตรีสมคิด สวยล้ำ
ปริญญา :
พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา)
บทที่ 1 บทนา
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.3 ขอบเขตของการวิจัย
1.4 คำจำกัดความของศัพท์ที่ใช้ในการวิจัย
1.5 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1.6 วิธีดำเนินการวิจัย
1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
บทที่ 2 แนวคิดเกี่ยวกับเทวดาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท
2.1 ความหมายของเทวดา
2.2 ความเป็นมาของเทวดา
2.3 ประเภทของเทวดา
2.3.1 สมมติเทพ
2.3.2 อุปปัตติเทพ
2.3.3 วิสุทธิเทพ
2.4 หลักธรรมที่เป็นเหตุให้เกิดเป็นเทวดา
2.4.1 บุญ
2.4.2 สัมปทา
2.4.3 วัตตบท
2.4.4 เทวธรรม
2.5 อายุขัยของเทวดา
บทที่ 3 การตอบปัญหาเทวดาของพระพุทธเจ้า
3.1 สาเหตุที่เทวดาทูลถามปัญหากับพระพุทธเจ้า
3.1.1 กลัวต่อมรณภัย
3.1.2 กลัวจะไปเกิดในนรก
3.1.3 เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า
3.1.4 ต้องการตอบสนองความอยากรู้ของตน
3.2 การตอบปัญหาเทวดาของพระพุทธเจ้า
3.2.1 ปัญหาของพระพรหม
3.2.2 ปัญหาของท้าวสักกะ
3.2.3 ปัญหาของเทวดาที่ปรากฏนาม
3.2.4 ปัญหาของเทวดาที่ไม่ปรากฏนาม
3.3 หลักการตอบปัญหาเทวดาของพระพุทธเจ้า
3.4 เหตุผลในการตอบปัญหาเทวดาของพระพุทธเจ้า
3.4.1 เพราะทรงบาเพ็ญพุทธกิจให้บริบูรณ์
3.4.2 เพราะทรงเป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
3.4.3 เพราะทรงคำนึงถึงสติปัญญาความสามารถของผู้ฟัง
3.4.4 เพราะทรงอนุเคราะห์ชาวโลก
3.4.5 เพราะเป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า
3.4.6 เพราะเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา
3.4.7 เพราะการให้ธรรมยอดเยี่ยมกว่าการให้ทั้งปวง
บทที่ 4 วิเคราะห์หลักธรรมจากการตอบปัญหาเทวดาของพระพุทธเจ้า
4.1 หลักธรรมเพื่อสนองความอยากรู้ของเทวดา
4.2 หลักธรรมเพื่อพัฒนาตนเอง
4.3 หลักธรรมเพื่อพัฒนาสังคม
4.4 หลักธรรมเพื่อพัฒนาไปสู่ความหลุดพ้น
บทที่
5
สรุปผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ
5.1 สรุปผลการวิจัย
5.2 ข้อเสนอแนะ
การวิจัยเรื่อง
“การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในพระพุทธศาสนาเถรวาท : กรณีศึกษามโหสถชาดก”
โดย ว่าที่เรือตรี ปกรณ์
ศรีปลาด
บทที่ 1 บทนา
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1.3 คำจำกัดความในการวิจัย
1.4 ขอบเขตของการวิจัย
1.5 วิธีการดาเนินการวิจัย
1.6 ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1.7 ประโยชน์ที่คาดว่าได้รับ
บทที่ 2 โครงสร้างเนื้อหาของมโหสถชาดก
2.1 โครงสร้างของชาดก
2.1.1 ลักษณะของนิบาตชาดก
2.1.2 ลักษณะของอรรถกถาชาดก
2.2 ความหมายและกาเนิดมโหสถบัณฑิต
2.2.1
ความหมายของคาว่า
“มโหสถ”
2.2.2 กาเนิดมโหสถ
2.3 การบาเพ็ญบารมีของมโหสถโพธิสัตว์
2.3.1 ความหมายของบารมี
2.3.2
ระยะเวลาของการบาเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์
2.3.3
ระดับของการบาเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์
2.4
วัตถุประสงค์ของการตรัสมโหสถชาดก
2.5 ผลของการตรัสเรื่องมโหสถชาดก
บทที่ 3 ศึกษาวิเคราะห์ข้อพิพาทที่ปรากฏในมโหสถอรรถกถาชาดก
3.1 แนวคิดเกี่ยวกับข้อพิพาท
3.2 ข้อพิพาทที่ปรากฏในมโหสถอรรถกถาชาดก
3.2.1 ข้อพิพาทเรื่อง “โค”
3.2.2 ข้อพิพาทเรื่อง “เครื่องประดับทาเป็นปล้อง ๆ”
3.2.3 ข้อพิพาทเรื่อง “ด้ายกลุ่ม”
3.2.4 ข้อพิพาทเรื่อง “บุตร”
3.2.5 ข้อพิพาทเรื่อง “คนเตี้ยชื่อโคฬกาฬ”
3.2.6 ข้อพิพาทเรื่อง “รถ”
3.3 สรุปสาเหตุที่ก่อให้เกิดข้อพิพาท
3.3.1
สาเหตุภายใน
3.3.2 สาเหตุภายนอก
บทที่ 4 วิเคราะห์วิธีการที่มโหสถบัณฑิตใช้ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
4.1 วิธีการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของมโหสถบัณฑิต
4.1.1 การอภิปรายปัญหาหรือข้อพิพาท
4.1.2 การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
4.2 ผลอันเกิดจากข้อพิพาท
4.3 หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
4.3.1 หลักธรรมเชิงรับในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
4.3.2 หลักธรรมเชิงรุกในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
4.3.4 หลักธรรมคู่ขนานในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
4.4 สรุปสาเหตุที่ทำให้มโหสถบัณฑิตไกล่เกลี่ยข้อพิพาทสาเร็จ
4.4.1 สาเหตุภายใน
4.4.2 สาเหตุภายนอก
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ
5.1 สรุปผลการวิจัย
5.2 ข้อเสนอแนะ
เรื่อง ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
: ศึกษากรณีเทศบาลนครพิษณุโลก
โดย นายชาญณวุฒ ไชยรักษา คณะสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยนเรศวร
1. บทนำ
1.1 วัตถุประสงค์ในการวิจัย
1.2 กรอบแนวความคิด
1.3 ขอบเขตของการวิจัย
1.4 วิธีดำเนินการวิจัยข้อมูลและแหล่งข้อมูล
1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
2. เทศบาลและเทศบาลนครพิษณุโลก
2.1 เทศบาล
2.2 เทศบาลนครพิษณุโลก
3. แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมและการมีส่วนร่วมของประชาชน
3.1 แนวความคิดเรื่องหลักความโปร่งใส
3.2 แนวความคิดเรื่องหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน
3.3 งานวิจัยที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม
3.4 ตัวชี้วัดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม
4. บทวิเคราะห์
4.1 เทศบาลนครพิษณุโลกกับความโปร่งใส
4.2 เทศบาลนครพิษณุโลกกับการมีส่วนร่วมของประชาชน
4.3 เทศบาลนครพิษณุโลกกับความเชื่อถือไว้วางใจของสาธารณชน
5. สรุปผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ
แบบที่ 2
ตัวอย่างแบบที่ 2 เรื่อง ป่าชุมชนในประเทศไทย : แนวทางการพัฒนา เล่ม 3 ป่าชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
โดย เสน่ห์ จามริก และยศ สันติสมบัติ
สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา
บทที่ 1 บทนำ
1.1 ความสำคัญของปัญหาของการศึกษา
1.2 วัตถุประสงค์ของการศึกษา
1.3 กรอบความคิดในการศึกษา
1.4 เกณฑ์การเลือกพื้นที่
1.5 ระเบียบวิธีการวิจัย
1.6 การแบ่งยุคเพื่อการศึกษา
บทที่ 2 ลักษณะทางกายภาพ
2.1 ลักษณะกายภาพภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2.2 ลักษณะพืชพรรณป่าของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
2.3 ลักษณะกายภาพพื้นที่ป่าที่ศึกษา
บทที่ 3 ความหมายของป่าชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3.1 ปัญหาของป่าชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3.2 เหตุผลและประสบการณ์ของชาวบ้านในการใช้พื้นที่ป่า
3.3 กรณีศึกษาเพื่อใช้เป็นแนวสรุปความหมาย
3.4 การเลือกใช้พื้นที่ป่าของชาวบ้าน
3.5 ระดับของสิทธิใช้สอย
3.6 ป่าชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
: ความหมายจากการศึกษา
บทที่ 4 การเปลี่ยนแปลงในสภาพทรัพยากรป่าชุมชน
4.1 สภาพทรัพยากรป่าชุมชนในอดีต
4.2 สภาพทรัพยากรป่าชุมชนยุคบุกเบิกป่า
4.3 สภาพทรัพยากรป่าชุมชนในปัจจุบัน
4.4 เหตุแห่งความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ
4.5 การเปลี่ยนแนวความคิดการปลูกพืชของชาวบ้าน
4.6 บทสรุปสถานภาพทรัพยากรป่าชุมชน
บทที่ 5 การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
5.1 ภาพรวมทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อป่าชุมชน
5.2 สภาพเศรษฐกิจป่าชุมชน
5.3 เหตุปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อทรัพยากรป่าชุมชน
5.4 บทสรุปเศรษฐกิจการผลิตบนพื้นที่ป่าชุมชน
บทที่ 6 การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมความเชื่อ
6.1 กรอบการนำเสนอ
6.2 ความเข้มข้นของวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับป่า
6.3 เหตุปัจจัยที่มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมความเชื่อ
6.4 การปรับตัวทางวัฒนธรรมของป่าชุมชน
6.5 บทสรุปป่าชุมชนภายใต้การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมความเชื่อ
บทที่ 7 การปรับตัวทางสังคมเพื่อการบริหารและการจัดการทรัพยากร
7.1 รูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรป่าชุมชน
7.2 องค์กรชุมชน
7.3 ความขัดแย้งเกี่ยวกับทรัพยากรชุมชน
7.4 ประเด็นที่น่าสนใจ
บทที่ 8 สรุปและข้อเสนอแนะ
8.1 ลักษณะของป่าชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
8.2 เงื่อนไขการเกิดและการดำรงอยู่ของป่าชุมชน
8.3 การบริหารการจัดการป่าชุมชน
8.4 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย
เอกสารอ้างอิง
เฉลิมลาภ ทองอาจ, การวิจัยเอกสาร (documentary
research), http//www.gotoknow.org. สืบค้นวันที่ 29
กุมภาพันธ์ 2555.
ชาญณวุฒ ไชยรักษา. ความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : กรณีศึกษาเทศบาลพิษณุโลก. คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, มปป.
ชาย โพธิสิตา, ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ,
นครปฐม :
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม, มหาวิยาลัยมหิดล, 2547.
ปกรณ์ ศรีประหลาด, ว่าที่เรือตรี, “การไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในพระพุทธศาสนาเถรวาท
: กรณีศึกษามโหสถชาดก, วิทยานิพนธ์ปริญญาโท สาขา พุทธศาสตรมหาบัณฑิต
(พระพุทธศาสนา),
มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย, กรุงเทพฯ :
บัณฑิตวิทยาลัย 2553.
ประชาสรรณ์
แสนภักดี, เภสัชกร, การวิจัยเชิงคุณภาพ
(Qualitative
Research) , M.P.H. CMU ผู้จัดการศูนย์ฝึกอบรมภูมิปัญญาสู่สากล
– ขอนแก่น e-mail : dmindmap@yahoo.com สืบค้นวันที่ 29 กุมภาพันธ์
2555.
ปดิวรัดา ปาลกะวงศ์
ณ อยุธยา, การวิจัยนิเทศศาสตร์, กรุงเทพฯ : คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฏธนบุรี. มปป.
สมคิด สวยล้ำ, พันตรี,
“การศึกษาวิเคราะห์หลักธรรมจากการตอบปัญหาเทวดาของพระพุทธเจ้า”
วิทยานิพนธ์ปริญญาโท
สาขา
พุทธศาสตรมหาบัณฑิต
(พระพุทธศาสนา),
มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย, (กรุงเทพฯ :
บัณฑิตวิทยาลัย 2553.
เสน่ห์ จามริก และยศ สันติสมบัติ,
ป่าชุมชนในประเทศไทย : แนวทางการพัฒนา เล่ม 3 ป่าชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา, 2536.
อมรรัตน์
รัตนสิริ และคณะ www.kku.ac.th/sompong/cm2/indepth.pdf, สืบค้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555.
http://www.watpon.com/Elearning/res1.htm, สืบค้นวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555.
Mogalakwe, M., “The use of
documentary research methods in social research.”, African sociological review. 10 (1):
2006.
Scott, J., A matter of record
: Documentary sources in social research,
London : Polity press Cambridge. 1990.
Scott . J., Documentary
research. London : Sage. , 2006.
[1]
อาจารย์ ดร.พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์,
รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยสังคม และอาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, เรียบเรียงเพื่อโครงการอบรมนักวิจัย รุ่น 2 วันที่ 21-22
มีนาคม 2555. ณ ห้องประชุม อาคารรวม บัณฑิตวิทยาลัย-สถาบันวิจัยสังคม
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
[2] รศ.ดร.
อมรรัตน์ รัตนสิริ และคณะ www.kku.ac.th/sompong/cm2/indepth.pdf, สืบค้นวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2555.
[3] ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ปดิวรัดา
ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, การวิจัยนิเทศศาสตร์, (กรุงเทพฯ : คณะวิทยาการจัดการ สถาบันราชภัฏธนบุรี), มปป.
[4] ชาย
โพธิสิตา, ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ, (นครปฐม : สถาบันวิจัยประชากรและสังคม, มหาวิยาลัยมหิดล, 2547, หน้า 208-9.
[5] เภสัชกรประชาสรรณ์
แสนภักดี, การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Research) , M.P.H. CMU ผู้จัดการศูนย์ฝึกอบรมภูมิปัญญาสู่สากล – ขอนแก่น e-mail : dmindmap@yahoo.com
สืบค้นวันที่ 29 กุมภาพันธ์
2555.
[6] http://www.watpon.com/Elearning/res1.htm, สืบค้นวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555.
[7] เฉลิมลาภ ทองอาจ,
การวิจัยเอกสาร (documentary research), http//www.gotoknow.org. สืบค้นวันที่
29 กุมภาพันธ์ 2555.
[8] Scott . J., Documentary
research. (London : Sage. , 2006),
[9] Mogalakwe, M., “The use
of documentary research methods in social research.”, African sociological review. 10 (1):
2006. pp. 221-230. (อ้างอิงโดยเฉลิมลาภ)
[10] Scott, J., A matter of
record : Documentary sources in social research, ( London : Polity
press Cambridge. 1990), pp 1-2.