แจ้งข่าวนักศึกษา012173

วันศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

ยุทธวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสังคมปัจจุบัน




เอกสารประกอบการเสวนา
ยุทธวิธีในการเผยแผ่ศาสนาของพระสงฆ์ในยุคปัจจุบัน


รวบรวมโดย
  พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่


วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2559
เวลา 13.30-15.00 น.
ณ วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน





ยุทธวิธีในการเผยแผ่ศาสนาของพระสงฆ์ในยุคปัจจุบัน[1]
บทนำ
        สังคมโลกย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ตามกฎแห่งอนิจจัง  แต่การเปลี่ยนแปลงที่มีอิทธิพลสะเทือนต่อวิถีสังคมทั้งโลกประดุจคลื่นสินามิ ที่กวาดล้างสรรสิ่งซึ่งขวางหน้าให้ยอมสิโรราบ เขาเรียกว่า คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง หรือกระแสคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งมี 3 ยุค ทำให้สภาพสังคมมนุษย์เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตที่เป็นแบบเรียบง่าย อาศัยธรรมชาติ เข้าสู่ความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น วัฒนธรรมการดำรงชีวิตก็มีหลายแบบขึ้นอยู่กับบริบทของสภาพภูมิศาสตร์และกาลเวลา ก่อให้เกิดสังคมที่อยู่ร่วมกันเป็นสังคมแบบพหุวัฒนธรรม มีความเป็นเอกภาพในพหุภาพ  ลักษณะของสังคมยุคใหม่เป็นสังคมที่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารไร้พรมแดน ข้ามพ้นข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และช่องว่างแห่งเวลา ความสัมพันธ์รวมทั้งการสื่อสารของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่เดียวกัน ในเวลาเดียวกันเหมือนยุคก่อน เช่น ยุคการสื่อสารระบบอะนาล็อก(Analog Technology of Information )อีกต่อไป ไม่ว่ามนุษย์จะอยู่สถานที่ใดบนโลก หรือนอกโลก ก็สามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน เห็นหน้ากัน สนทนากัน ทำกิจกรรมร่วมกันอย่างชิดใกล้ในเวลาพร้อมกันได้ ในเมื่อมนุษย์ในสังคมยุคการสื่อสารระบบดิจิตัล(Digital Technology of Information) เป็นสังคมแห่งความรวดเร็วด้วยการเข้าถึงข้อมูล เป็นสังคมที่อ่อนไหว เปราะบางทางความรู้สึก และการใช้เหตุผลสูง เป็นสังคมออนไลน์ ที่เมื่อใดได้รับข้อมูลไม่ว่าถูกหรือผิด จริงหรือเท็จ หากตนเองเห็นว่าดี ชอบใจ เป็นประโยชน์กับตัวเองและผองเพื่อน ก็จะแสดงความคิดเห็นและช่วยกระจายเผยแพร่ออกไปดุจปฏิกิริยาทางนิวเคลียร์ ไม่สามารถสกัดกั้นได้ พระสงฆ์ หรือนักบวชในฐานะที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ จะมียุทธวิธีการเผยแผ่หลักคำสอนทางศาสนา อย่างไร จึงจะสามารถแซกความมีเหตุผล ความสำนึกรับผิดชอบ ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมเข้าสู่วิธีคิด และวิถีชีวิตแก่มนุษย์ในสังคมสมัยโลกาภิวัตน์ได้ และพระสงฆ์ก็ยังถูกยอมรับว่า มีตัวตนอยู่ในสังคมนี้โดยมิได้ถูกลืมดูจอุปกรณ์ที่ล้าสมัย(out of date) พระสงฆ์ในฐานผู้เผยแผ่ศาสนา ต้องปรับปรุงตนเอง(up date) ให้ทันต่อแนวโน้มกระแสโลก(World Trend) อย่างไรบ้าง บทความนี้ เป็นเพียง แนวคิดหนึ่งของผู้บรรยาย ที่จะสะท้อนยุทธวิธีที่พระสงฆ์น่าจะลองนำไปขบคิด นำมาปฏิบัติในการเผยแผ่พระพุทธศาสนากับสังคมยุคปัจจุบันได้บ้าง  

กระแสคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง [2]
        โลกได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่มา 3 ยุค สาเหตุเพราะการเปลี่ยนวิธีคิด (paradigm shift) 3 ครั้ง เรียกว่า คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง ขอนำบทความที่มีผู้เขียนไว้ มาให้เป็นข้อมูล เพื่อพิจารณา ดังนี้  
1. คลื่นลูกที่หนึ่ง การปฏิวัติเกษตรกรรม เกิดขึ้นเมื่อ 10,000 ปีที่ผ่านมา ในช่วงปลายยุคหินใหม่ มนุษย์ในยุคนั้นได้เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการเร่ร่อน ล่าสัตว์ และเก็บพืชผลไม้ป่าเป็นอาหาร มาเป็นการเริ่มเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ ตั้งหมู่บ้านอาศัยอยู่เป็นหลักแหล่ง อารยธรรมเริ่มแรกของมนุษย์จึงเริ่มปรากฏขึ้นเมื่อราว 3,000 ปีก่อนคริสตกาลในดินแดนเมโสโปเตเมีย และที่ราบลุ่มแม่น้ำอันอุดมสมบูรณ์ในบริเวณตะวันออกกลาง เทคโนโลยีทางด้านการชลประทานช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ทำให้เมโสโปเตเมียเติบโตขึ้นเป็นนครรัฐที่เจริญรุ่งเรือง ในขณะที่อียิปต์เป็นอาณาจักรที่มีอำนาจ การประดิษฐ์ตัวอักษร และความเชื่อในเทพเจ้าเป็นลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งของอารยธรรมของคลื่นลูกที่หนึ่ง ทำให้ผู้ปกครองซึ่งเป็นกษัตริย์หรือนักนักบวชมีอำนาจดุจเทพเจ้า สามารถควบคุมแรงงาน และทำให้ประชาชนอุทิศตนเพื่อความยิ่งใหญ่ของอาณาจักร เช่น การสร้างพีรามิด รวมทั้งการขยายอำนาจไปในบริเวณใกล้เคียงจนเป็นจักรวรรดิในเวลาต่อมา 
ยุคคลาสสิคยังเป็นยุคของนักคิดผู้ยิ่งใหญ่  อาทิ ขงจื๊อในจีน พระพุทธเจ้าในอินเดีย โสเครติส เพลโต และอริสโตเติลในกรีก และพระเยซูคริสต์ในดินแดนปาเลสไตน์   ขงจื๊อมีบทบาทอย่างยิ่งต่อการปกครองและระบบราชการของจีนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น จนกระทั่งจีนมีการเปลี่ยนแปลงเป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ในปัจจุบัน ส่วนศาสนาพุทธแม้จะเกิดในอินเดียแต่กลับไปเจริญเติบโตในจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักคิดชาวกรีกคนสำคัญๆ ได้เป็นที่มาของวิชาปรัชญาตะวันตกในปัจจุบัน ส่วนศาสนาคริสต์ได้กลายเป็นศาสนาของจักรวรรดิโรมัน ก่อนที่จะแพร่หลายในยุโรป รัสเซีย ทวีปอเมริกาเหนือและใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และดินแดนอื่นๆ ทั่วโลก 
ในยุคนี้ศาสนามีบทบาทสำคัญ ในการยึดเหนี่ยวจิตใจผู้คนในดินแดนต่างๆ ให้มีเอกภาพ โดยอาศัยศรัทธาต่อศาสนาเป็นแรงผลักดัน
คริสต์ศาสนาช่วยยึดเหนี่ยวจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine Empire) ให้ดำรงอยู่ตลอดมาในยุคกลาง ในขณะที่จักรวรรดิอื่นๆ ล่มสลาย คริสต์ศาสนายังก่อให้เกิดการขึ้นสู่อำนาจของพระเจ้าชาเลอมาญ (Charlemagne) ผู้สถาปนาระบบฟิวดัล (Fudalism) ด้วยการพระราชทานที่ดินผืนใหญ่แก่ขุนนาง การเรียนรู้ในวัดวาอาราม และการยอมรับนับถือศริสต์ศาสนาในรัสเซีย
ศาสนาอิสลามได้ถือกำเนิดขึ้นในคริตศตวรรษที่ 7 จนสามารถรวบรวมชาวอาหรับให้เป็นปึกแผ่น พร้อมทั้งขยายอิทธิพลจากแอฟริกาเหนือ สเปน ไปสู่อินเดีย
ศาสนาพุทธเผยแผ่จากอินเดียไปยังจีนผ่านเส้นทางสายไหมและแพร่หลายในหมู่ประชาชน ขณะที่จักรพรรดิจีนยึดถือลัทธิขงจื๊อเป็นหลักในการปกครอง
ศาสนาฮินดูจากอินเดียแพร่สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งผลให้เกิดอาณาจักรขอมที่เรืองอำนาจในเวลาต่อมา  
2. คลื่นลูกที่สอง การปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มต้นจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งมีภูมิหลังมาจาก ยุคแห่งแสงสว่างทางปัญญา” (Age of Enlightenment) หรือ ยุคแห่งเหตุผล” (Age of Reason) ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 ที่พัฒนามาจาก การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์” (Scientific Revolution) ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ปัญญาชนในยุคนี้ปฏิเสธความคิดความเชื่อที่เกิดจากศรัทธาในศาสนาของยุคกลาง นิยมการค้นหาความจริงโดยหลักของเหตุและผล มองโลกในแง่ดี เชื่อมั่นในความก้าวหน้าของมนุษย์ นำความคิดเชิงวิทยาศาสตร์ไปอธิบายปัญหาสังคม จนนำไปสู่ความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์ นักปรัชญาในยุคแห่งแสงสว่างทางปัญญาที่สำคัญ ได้แก่ จอห์น ล็อค (Johnlock) วอลแตร์ (Vottaire) มองเตสกิเออ (Montesquieu) และชอง ชาค รุสโซ (Jean Jaque Rousseau) 
การปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เกิดประเทศมหาอำนาจจักรวรรดินิยม เป็นยุคล่าอาณานิคม ของประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ โดยอาศัยไอน้ำและไฟฟ้าเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญ มีอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เยอรมนี    
ค.ศ. 1858 อังกฤษปกครองอินเดียอย่างเป็นทางการ หลังจากครอบงำเศรษฐกิจของอินเดียมาเป็นเวลานาน
ค.ศ. 1862 ฝรั่งเศสเข้าครอบครองอินโดจีนโดยเริ่มจากการยึดครองเวียดนามตอนใต้
ค.ศ.1884-1885 มหาอำนาจจักรวรรดินิยมพบปะกันที่กรุงเบอร์ลินเพื่อตกลงแบ่งแอฟริกาออกเป็นส่วนๆ โดยไม่สนใจสิทธิของชนพื้นเมือง
ค.ศ. 1898 สหรัฐอเมริกาทำสงครามกับสเปน ได้ครอบครองคิวบาและฟิลิปปินส์ และก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจระดับโลก มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงศูนย์อำนาจและศูนย์กลางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยข้ามฝากมหาสมุทรแอตแลนติก ไปสู่สหรัฐอเมริกา
การปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution) ตอนกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 นับเป็นเหตุการณ์สำคัญทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของโลก การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้นำไปสู่การให้ความสำคัญในเรื่องผลิตผลและประสิทธิภาพของสิ่งที่เรียกกว่า การทำลายที่สร้างสรรค์ซึ่งนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ หลายประการ ขณะเดียวกันก็ให้ความสะดวกสบายและความเจริญก้าวหน้าแก่มนุษย์จวบจนทุกวันนี้ แบบแผนการทำงานในโรงงานยังเข้ามาแทนที่อุตสาหกรรมในครัวเรือน (Domeotic System) ซึ่งต้องนำงานมาส่งให้แรงงาน อันทำให้รูปแบบของสินค้า แรงงาน และสถานที่ทำงานเปลี่ยนแปลงไป โดยอาศัยพลังงานและเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ ถ่านหิน และไอน้ำในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรก มาเป็นพลังงานไฟฟ้า เคมี และน้ำมันในช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 2 รวมทั้งการประดิษฐ์คิดค้น วิทยุ โทรเลข โทรศัพท์ แม้กระทั่งระบบอิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบัน การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงต่อระบบการทำงานส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์แทบทุกด้าน
 3. คลื่นลูกที่สาม ยุคเทคโนโลยีการสื่อสาร คลื่นโลกาภิวัตน์ เป็นยุคสมัยแห่งเทคโนโลยีระดับสูง เป็นคลื่นลูกใหม่ซึ่งแทนที่คลื่นลูกเก่าที่กำลังมีอิทธิพลต่อสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของโลกปัจจุบัน เริ่มด้วยการปฏิวัติอุตสาหกรรมเหล็กกล้า รถยนต์ และเครื่องบิน ซึ่งขยายตัวเต็มที่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่าง ค.ศ. 1950-1970 ท่ามกลางความขัดแย้งในยุคสงครามเย็น (ค.ศ. 1945-1991) และการปลดปล่อยประเทศอาณานิคมต่างๆ ให้เอกราช หลายประเทศเจริญขึ้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางเศรษฐกิจโลกยุคโลกาวัตน์ที่ต้องพึ่งพากันและกันมากกว่าแต่ก่อน การล่มสลายของค่ายสังคมนิยมนับเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามเย็น ซึ่งเกิดขึ้นไล่เลี่ยกับการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ซึ่งได้แก่ ระบบคอมพิวเตอร์สารสนเทศ “ผู้ใดกุมเทคโนโลยี้ได้ ผู้นั้นจะกุมชะตาของโลก”

ลักษณะของสังคมยุคปัจจุบัน
สังคมโลกปัจจุบันยุคโลกาภิวัตน์ มีลักษณะหลายประการ สรุปได้ดังนี้
      1. การใช้คอมพิวเตอร์เป็นกลไกสำคัญ ในสังคมโลกาภิวัตน์ คอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญมาก เพราะเป็นเครื่องมือที่จะรับและแปลงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและไม่ค่อยมีข้อจำกัด คอมพิวเตอร์ได้ถูกนำมาใช้ในการจัดเก็บ บันทึกข้อมูล จัดระบบข้อมูล และนำมาใช้สื่อสารถึงกันในเวลาอันรวดเร็วทุกมุมโลก ในระยะไม่กี่ปีมานี้ได้มีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ไปอย่างมาก จากเครื่องที่มีขนาดใหญ่ ราคาแพง เป็นระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีขนาดเล็ก แต่มีคุณภาพและศักยภาพสูงมากและราคาถูกลง เครื่องคอมพิวเตอร์จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการแพร่ข้อมูลข่าวสารในยุคโลกาภิวัตน์
     2.  การไหลบ่าของข้อมูลข่าวสาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจและสังคมเจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจที่เจริญก้าวหน้าทำให้โลกตะวันตกมั่งคั่งร่ำรวย ซึ่งมีผลทำให้เกิดการวิจัยและพัฒนา เพื่อศึกษาค้นหาข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่างไม่หยุดยั้ง สถาบันการศึกษาต่างๆ ก็ทำหน้าที่ค้นคว้าวิจัยเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น เทคโนโลยีสื่อสารอันทันสมัยมีส่วนช่วยให้เกิดการเปลี่ยน ถ่ายทอดข้อมูลใหม่ๆ หมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การไหลบ่าของข่าวสารข้อมูล 
     3. การเพิ่มขึ้นของแรงงานด้านข่าวสารข้อมูล แรงงานที่ทำงานเกี่ยวกับข่าวสารข้อมูลมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แรงงานเหล่านี้ ได้แก่ ผู้ที่อยู่ในวงการศึกษา การคมนาคม การพิมพ์ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ สื่อสารมวลชนทุกประเภท การเงิน การบัญชี รวมทั้งอุตสาหกรรมผลิตคอมพิวเตอร์หรือชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และงานที่เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีมาจัดการกับข่าวสารทุกชนิด กล่าวกันว่าปัจจุบันในอเมริกามีแรงงานที่ทำงานด้านข่าวสารมากกว่า ร้อยละ 50 ในขณะที่แรงงานเกษตรและอุตสาหกรรมลดลงมากกว่าร้อยละ 25 
4. ความสำคัญของสถาบันวิจัยและพัฒนา เนื่องจากสังคมเจริญรวดเร็วมากและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การแสวงหาความรู้และค้นหาคำตอบ รวมทั้งการคาดหมายล่วงหน้าจึงมีความสำคัญยิ่ง การวิจัยและพัฒนากลายเป็นกลไกสำคัญในการแสวงหาข้อมูล ข่าวสารหรือความรู้ใหม่เพื่อประโยชน์ต่อการวางแผนและตัดสินในของนักธุรกิจและนักบริหาร ประเทศที่เจริญทั้งหลายจึงมักให้ความสำคัญแก่การวิจัยและพัฒนา และมีการสนับสนุนหรือให้ทุนแก่สถาบันวิจัยและพัฒนาอย่างมาก 
     5. ระบบเศรษฐกิจประสานเป็นหนึ่งเดียว เศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ เป็นเศรษฐกิจที่มีการประสานเป็นหนึ่งเดียว ทำให้พรมแดนแต่ละประเทศไม่อาจขวางกั้นพลังทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ระบบเศรษฐกิจยังได้เปลี่ยนแปลงรากฐานจากระบบอุตสาหกรรม มาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบฐานข้อมูลข่าวสาร (Information based economy) ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรง กับกระบวนการผลิต จัดการ และเผยแพร่ข่าวสาร ข่าวสารกลายเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง ตัวอย่างธุรกิจชนิดนี้ ได้แก่ การผลิตคอมพิวเตอร์ เครื่องโทรคมนาคม วิทยุ โทรทัศน์ การพิมพ์ โทรศัพท์ หนังสือ วารสาร เป็นต้น ข่าวสารกลายเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นทรัพยากรที่สำคัญ ผู้ต้องการใช้ข่าวสารต้องเสียค่าใช้จ่าย ข่าวสารกลายเป็นแหล่งลงทุน และเป็นบ่อเกิดของการว่าจ้างแรงงาน 
     6. ชุมชนมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น เทคโนโลยีข่าวสารทำให้มนุษย์ซึ่งอยู่ห่างไกลกันเป็นพันๆ ไมล์ หรืออยู่กันคนละมุมโลก สามารถติดต่อสื่อสารพูดคุยกันได้ มนุษย์ในยุคนี้สามารถรับรู้ข่าวสารเหตุการณ์ทุกชนิดที่เกิดขึ้นในดินแดนที่ห่างไกลออกไป ทำให้มีโลกทัศน์กว้างขึ้นและมีผลต่อแนวคิดเกี่ยวกับ ชุมชน หมู่บ้าน ประเทศที่เปลี่ยนไปเป็นชุมชนโลก มนุษย์ทุกคนย่อมตระหนักดีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งของโลกอาจมีผลกระทบต่อโลกหรือมนุษย์ทั้งโลกได้ มนุษย์ในยุคนี้จะเกิดความรู้สึก ในฐานะประชากรของโลกแทนที่ความรู้สึกเกี่ยวกับรัฐ หรือชาติของตนเหมือนแต่ก่อนอย่างไรก็ตาม แม้กระแสของข่าวสารจะมีมากเพียงใด โอกาสในการรับรู้ข่าวสารก็อาจไม่เท่าเทียมกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานะ ความเป็นอยู่ของมนุษย์ด้วย
ผลกระทบของโลกาภิวัตน์ที่มีต่อสังคมโลกปัจจุบัน
             ผลกระทบด้านสังคม
               1. การครอบงำโลกทางวัฒนธรรม เนื่องจากระบบสื่อสารไร้พรมแดนทำให้เกิดการครอบงำโลกทางวัฒนธรรม อิทธิพลของวัฒนธรรม และอำนาจของเศรษฐกิจจากประเทศที่พัฒนาแล้วได้ไหลบ่าเข้าสู่ประเทศอื่นอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดกระแสวัฒนธรรมโลก (Neo-Westernization) ครอบงำทางด้านความคิด การมองโลก การแต่งกาย การบริโภคสิ่งเหล่านี้เข้าครอบคลุมเหนือวัฒนธรรมของประชาคมทั่วโลก ทำให้เกิดระบบผูกขาดวัฒนธรรมไร้พรมแดน 
               2. การเกิดหมู่บ้านโลก (Global Village) จากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารและโทรคมนาคม ทำให้สังคมโลกไร้พรมแดน โลกทั้งโลกเป็นเสมือนหมู่บ้านเดียวกัน สมาชิกของหมู่บ้านคนใดทำอะไร ก็สามารถรับรู้ได้ทั่วกันทั่วโลก เมื่อมาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน สิ่งใดที่กระทบประเทศหนึ่งก็ย่อมกระทบไปถึงประเทศอื่นๆ ไปด้วย อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในส่วนใดส่วนหนึ่งของโลก สามารถรับรู้ได้อย่างฉับพลัน 
               3. การแสวงหากำไรแบบใหม่ การสื่อสารที่รวดเร็วทำให้เกิดสภาวการณ์ไร้พรมแดนของเงินตรา ซึ่งสามารถไหลไปกระจุกตัวทุกหนทุกแห่งในโลกได้ ทุกครั้งที่เกิดการไหลเข้าของทุนมหาศาลจากทั่วโลกไปกระจุกตัวอยู่ที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็จะก่อให้เกิดการพองตัวของทุนอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการแสวงหากำไรแบบใหม่ขึ้น
               4. การเกิดสังคมความรู้ยุคข่าวสารข้อมูล การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถถ่ายทอดข่าวสาร ความรู้ ข้อมูล โดยผ่านอีเมล์ อินเตอร์เน็ต และเวิร์ล วายด์ เวป ข่าวสารความรู้ข้อมูล จึงเข้าถึงประชาชนได้ง่ายดายและเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดการพัฒนาภูมิปัญญาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การกระจายความรู้ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศจะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสรับรู้และเรียนรู้มากขึ้น สังคมโลกกลายเป็นสังคมความรู้ (Knowledge based society)

ศาสนาสำหรับคนยุคปัจจุบัน (บทความนี้น่าสนใจจึงนำมาเป็นข้อมูลประกอบการบรรยาย) [3]
          ศาสนา เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมนุษย์มายาวนาน ตั้งแต่ยุคปฐมกาลที่ยังไม่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาการ จนถึงยุคโลกาภิวัฒน์ (globalizationที่เต็มไปด้วยความทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ นานา แต่ไม่ว่ายุคสมัยและวิถีชีวิตของมนุษย์จะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด สิ่งหนึ่งที่ยังคงอยู่คู่กับสังคมก็คือศาสนา นั่นก็เพราะว่าศาสนาเป็นแนวทางแห่งการดำรงชีวิต เป็นสถาบันทางสังคมที่คอยตอบสนองความต้องการต่าง ๆ ของมนุษย์ โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ อีกทั้งยังคอยควบคุมพฤติกรรมของสังคม และเป็นปัจจัยในการสร้างคุณค่าทางจริยธรรมและศีลธรรมให้เกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนแต่ทำให้ศาสนากลายเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอย่างหนึ่งของสังคมอย่างแยกไม่ออก 
ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์ของวิทยาศาสตร์ นักวิชาการหลาย ๆ คนได้พยากรณ์ว่าศาสนากำลังจะดำเนินไปสู่การดับสูญ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์จะเข้ามาแทนที่ อาทิ ออกุสต์ กงต์ (Auguste Comte) นักสังคมวิทยาและนักปรัชญาแนวปฏิฐานนิยม (positivism) ที่แบ่งพัฒนาการของมนุษยชาติออกเป็น 4 ลำดับ[1] ซึ่งในลำดับสุดท้ายวิทยาศาสตร์จะมีอิทธิพลเหนือสิ่งอื่นใด หรืออย่างเช่น Anthony Wallace  ที่พยากรณ์ไว้ว่า
อนาคตของศาสนากำลังดำเนินไปสู่การดับสูญ ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือธรรมชาติที่ฝืนกับกฎธรรมชาติก็จะเสื่อมถอย และกลายเป็นความทรงจำทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเท่านั้น... ความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติมีแต่จะสูญสิ้นไปทั่วโลก อันเนื่องมาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่แพร่หลายมากขึ้นทุกที
           จริงอยู่ที่วิทยาศาสตร์เป็นสิ่งที่มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่ต่อความเจริญก้าวหน้าของมนุษยชาติ และยังเป็นสิ่งที่เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์นานัปการ แต่การยึดติดอยู่กับมันแบบสุดโต่งและลืมเลือนบทบาทที่สำคัญของศาสนาก็เป็นสิ่งที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เพราะถึงแม้ว่าวิทยาศาสตร์จะมีความสำคัญในการไขปริศนาที่ลี้ลับแห่งมนุษย์และจักรวาลมากเพียงใด แต่ขอบเขตของมันก็ยังมีความจำกัดอยู่ในเรื่องของสสารและสิ่งที่สัมผัสได้ ในขณะที่ยังมีอะไรอีกมากมายที่มนุษย์ยังคงต้องอาศัยศาสนามาเป็นคำตอบ ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะเยียวยาได้นอกจากการพึ่งพาคำสอนของศาสนาเท่านั้น
การขยายตัวของศาสนาในศตวรรษที่ 21
กาลเวลาได้พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่า สังคมมนุษย์ไม่สามารถดำรงอยู่โดยปราศจากศาสนา และนับวันจำนวนของผู้ที่นับถือศาสนาก็มีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ในทวีปแอฟริกา ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 360 ล้านคน และในทวีปเอเชีย 300 ล้านคน หรือแม้แต่ศาสนาอิสลามเองก็มีศสนิกชนเพิ่มขึ้น อย่างมากมาย ในบทสัมภาษณ์ของ Ingmar Karlsson สงกุลสวีเดนประจำตุรกีกับ หนังสือพิมพ์  Todays Zaman กล่าวถึงจำนวนที่เพิ่มขึ้นของมุสลิมในยุโรปว่าเพิ่มขึ้นสูงถึง 3เท่าของประชากรยุโรปที่ไม่ใช่มุสลิม และมีผู้ประมาณการณ์ว่าหากแนวโน้มยังเป็นเช่นนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้าจะมีประชากรมุสลิมในยุโรปถึง 65 ล้านคน[2]  ส่วนศาสนาพุทธเองก็กลายมาเป็นศาสนาหนึ่งที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน อย่างศาสนาพุทธนิกายเซ็นที่ได้รับความนิยมในยุโรปและอเมริกา
พระไพศาล วิสาโล ได้วิเคราะห์ถึงปัจจัยที่ทำให้ศาสนากลับมารุ่งเรืองไว้ดังนี้
            ก...ความเสื่อมถอยของชุมชนแบบดั้งเดิม
การที่กระแสความทันสมัยรวมถึงบริโภคนิยมซึมซาบเข้าไปสู่สังคมที่มีประเพณีแบบดั้งเดิม ทำให้สังคมเสื่อมถอยและแตกสลาย ผู้คนเกิดความรู้สึกแปลกแยกและโดดเดี่ยว ในสภาพดังกล่าว ผู้คนพบว่าศาสนาหรือชุมชนทางศาสนานั้นสามารถช่วยให้ตนปรับตัวเข้ากับสังคมและวัฒนธรรมเมืองได้ จึงหันมาพึ่งพาศาสนา 


ข...แรงบีบคั้นทางเศรษฐกิจ การเมือง และการถูกผลักไสให้อยู่ชายขอบ
ในสภาพสังคมที่ยากจนและแร้นแค้น ผู้คนพบว่าศาสนาเป็นที่พึ่งอีกแหล่งหนึ่งที่จะแก้ปัญหาความยากลำบากให้พวกเขาได้ เช่นกรณีของขบวนการอัลชัดได (El Shaddai) ในฟิลิปปินส์ที่มีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคนทั่วประเทศ และในการชุมนุมทุกวันเสาร์ในกรุงมะนิลา ก็จะมีสมาชิกเข้าร่วมนับแสนคน
ค....การรุกรานของความเชื่อแบบโลกิยวิสัยและวัฒนธรรมเสรีนิยมที่มีต่อศาสนา
กระบวนการสร้างความทันสมัยและการแพร่หลายของแนวคิดแบบโลกิยนิยม (secularism) ซึ่งมีผลทำให้ศาสนาถูกลดบทบาทลง ก่อให้เกิดปฏิกริยาโต้ตอบเชิงปฏิปักษ์จากกลุ่มคนเคร่งจารีต(fundamentalist) 
ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่นักวิชาการหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะเป็น ออกุสต์ กงต์ อันโทนี วัลเลซ มาลิโนฟสกี หรือคนอื่น ๆ ได้พยากรณ์ไว้ถึงอนาคตของศาสนานั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหมายไปทันที เมื่อเราได้ทราบถึงสถิติการนับถือศาสนาของคนในยุคปัจจุบันที่นับวันก็ยิ่งจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไม่ขาดสาย  
แต่อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าศาสนาจะเป็นสถาบันทางสังคมที่มนุษย์ต่างต้องการและเรียกร้องอยู่ตลอดเวลา แต่หากว่าเมื่อใดที่มันไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ (dysfunction) สังคมมนุษย์ก็จะต้องแสวงหาสิ่งทดแทนที่ดีกว่า (functional alternative) ซึ่งสิ่งทดแทนในที่นี้อาจปรากฎให้เห็นในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาและลัทธิใหม่ การปฏิรูปศาสนาเดิมที่มีอยู่ให้สอดคล้องกับยุคสมัยมากขึ้น หรือแม้แต่การลดบทบาทของศาสนาลงและนำอุดมการณ์ทางการเมือง (ideology) เช่น ชาตินิยม สังคมนิยม หรือประชาธิปไตยมาแทนที่ และทำให้รัฐกลายเป็นรัฐแบบโลกิยนิยม (secular state) โดยมีตัวผู้นำและรัฐธรรมนูญมาเป็นศูนย์รวมจิตใจและเครื่องยึดเหนี่ยวแทนศาสดาและคัมภีร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ในประเทศตะวันตกหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่พยายามทุกวิถีทางในการที่จะสร้างรัฐแบบโลกิยนิยม โดยมีรัฐธรรมนูญเป็นคัมภีร์ร่วมระหว่างคนที่นับถือศาสนาต่าง ๆ หรืออย่างเช่นในยุคที่คอมมิวนิสต์เรืองอำนาจ ประเทศคอมมิวนิสต์หลาย ๆ ประเทศก็มักจะยกตัวผู้นำขึ้นมาเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนในระดับเดียวกับศาสดาหรือผู้นำศาสนา แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การนำอุดมการณ์ทางการเมืองมาแทนที่ศาสนาก็ยังคงไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับการก่อตั้งศาสนาและลัทธิใหม่ที่ถือเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าจับตามองในยุคปัจจุบัน
ศาสนาและลัทธิใหม่ในโลก
          ศตวรรษที่ 20-21 เป็นช่วงเวลาที่มีศาสนาและลัทธิใหม่เกิดขึ้นอย่างมากมายในโลก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะแยกตัวออกมาจากศาสนาเดิม ๆ ที่มีอยู่ โดยนำคำสอนส่วนหนึ่งของศาสนาเหล่านั้นมาปรับปรุงและแก้ไขใหม่ เช่น ศาสนาบาไฮที่แยกตัวออกมาจากศาสนาอิสลาม ลัทธิศรีสัตยะไสบาบาที่แยกตัวออกมาจากศาสนาฮินดู และลัทธิมอร์มอนที่แยกตัวออกมาจากศาสนาคริสต์ เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีศาสนาใหม่ที่ก่อตั้งขึ้นมาโดยมิได้มีพื้นฐานมาจากศาสนาใดเลย เช่น ลัทธิเซไกคิวเซเคียว หรือโยเร เป็นต้น
              ในหนังสือ World Christian Encyclopedia มีการคาดการณ์ว่าปัจจุบันมีศาสนาอยู่ในโลกถึง 9,900 ศาสนา โดยมีศาสนาเกิดขึ้นใหม่ 2 หรือ 3 ศาสนาทุกวัน ในจำนวนดังกล่าวมีทั้งศาสนาเดิมที่เป็นศาสนาใหญ่ และศาสนาของชนเผ่าเล็ก ๆ แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นศาสนาใหม่ การศึกษาบางแห่งคาดการณ์ว่าจำนวนของศาสนาอาจมีมากกว่า 10,000 ศาสนา ซึ่งเฉพาะในญี่ปุ่นประเทศเดียวก็มีศาสนาอยู่ถึง 2 หรือ 3 พันศาสนา ส่วนในยุโรปเองก็มีกลุ่มศาสนาใหม่ไม่น้อยกว่า 1,300 กลุ่ม
            การเกิดขึ้นของศาสนาและลัทธิใหม่สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของศาสนาเดิมในการทำหน้าที่ทางสังคม (social function) ในการตอบสนองความต้องการในด้านต่าง ๆ ทั้งในทางปัจเจกและส่วนรวม อันเป็นเหตุให้คนกลุ่มหนึ่งละทิ้งศาสนาเดิมและแสวงหาสิ่งทดแทนใหม่ที่ดีกว่า อนึ่ง การศึกษาขบวนการทางศาสนาใหม่ที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันทำให้เราเห็นได้ว่า ศาสนามิได้บทบาทในตอบสนองความต้องการของมนุษย์ทางด้านจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงการตอบสนองความต้องการทางด้านวัตถุอีกด้วย เช่นตัวอย่างของอภิมหาโบสถ์ (Megachurch) ซึ่งได้รับความนิยมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งก็มาจากการที่โบสถ์ดังกล่าวมีการจัดสถานที่ให้ผู้คนพาครอบครัวไปพักผ่อนหย่อนใจ และยังมีการสนับสนุนมีการสังคมสงเคราะห์และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรืออย่างกรณีของโบสถ์มวลชน (People Temple) ที่ก่อตั้งโดย Jim Jones ในปี 1957 ซึ่งเป็นลัทธิที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลาหนึ่ง ก็เพราะนโยบายของโจนส์เกี่ยวกับการช่วยเหลือคนผิวดำและคนยากจน รวมไปถึงการสร้างความเสมอภาคในสังคม
ศาสนาสากล
          นอกจากการเกิดขึ้นของศาสนาและลัทธิใหม่แล้ว ปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบันซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากกระแสโลกาภิวัฒน์ก็คือ ความพยายามในการก่อตั้งศาสนาสากล (Universal Religion) ซึ่งอาจจะเป็นการก่อตั้งศาสนาใหม่ขึ้นโดยอ้างอิงไปยังศาสนาเดิมที่มีอยู่ อย่างกรณีของศาสนาบาไฮ หรือเป็นการผนวกเอาคำสอนของศาสนาต่าง ๆ มารวมกัน อย่างกรณีของลัทธิเรลีอังส์ (Raelians) ในแคนาดา ที่รวมเอาคำสอนของพระพุทธเจ้า พระเยซู มุฮัมมัด และโมเสสเข้าด้วยกัน สาเหตุหลัก ๆ ที่ก่อให้เกิดแนวคิดศาสนาสากลก็คือ การมีศาสนาหลายศาสนาเป็นเหตุให้มนุษย์แตกแยกกัน เกิดการต่อสู้และเข่นฆ่าล้างผลาญที่นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างไม่รู้จักจบสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบกันระหว่างคนต่างศาสนา เช่นสงครามครูเสดระหว่างชาวคริสต์และมุสลิมที่กินเวลายาวนานเกือบ 200 ปี หรือการเข่นฆ่ากันระหว่างคนศาสนาเดียวกันแต่ต่างนิกายกัน เช่นการสู้รบระหว่างชาวคริสต์นิกายคาทอลิกกับโปรเตสแตนท์ ซึ่งกลุ่มคนที่สนับสนุนแนวคิดศาสนาสากลเชื่อว่าปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ เหล่านี้จะยุติลงได้หากว่ามนุษย์ทั้งหมดบนโลกมีศาสนาและความเชื่อเดียวกัน
            ดร. เกดาร์ นาถ ติวารี ได้กล่าวไว้ว่า ศาสนาสากลอาจเกิดได้ด้วยวิธี 3 วิธีด้วยกัน คือ
1....ยกเอาศาสนาใดศาสนาหนึ่งที่มีอยู่แล้วมาเป็นศาสนาสากล
2....เลือกเอาลักษณะเด่น ๆ ของศาสนาต่าง ๆ ที่คนทั่วไปจะยอมรับได้มารวบรวมตั้งเป็นศาสนาใหม่
3....ตั้งศาสนาใหม่ โดยไม่ต้องอาศัยองค์ประกอบของศาสนาเดิมแต่อย่างใด
         
การนำแนวทางทั้งสามนี้มาใช้สร้างศาสนาสากลก็ยังดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง เพราะเป็นการยากที่จะให้คนที่นับถือศาสนาต่าง ๆ ยอมละทิ้งศาสนาเดิมของตนมานับถือศาสนาใหม่ที่เป็นศาสนาสากล ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่ยกขึ้นมาจากศาสนาใดศาสนาหนึ่ง หรือเป็นศาสนาใหม่ที่เลือกเอาลักษณะเด่นของศาสนาต่าง ๆ มารวมกัน หรือไม่ว่าจะเป็นศาสนาที่ตั้งขึ้นมาใหม่โดยไม่อ้างอิงศาสนาใดเลยก็ตาม ดังนั้นการตั้งศาสนาขึ้นมาใหม่ก็คงจะไม่ก่อให้เกิดผลทางบวกเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับผลทางลบที่จะเกิดขึ้นตามมา ดังกรณีของศาสนาซิกข์ในอินเดียที่ก่อตั้งมาเพื่อสร้างสันติภาพระหว่างชาวฮินดูกับมุสลิม แต่ท้ายที่สุดก็กลายเป็นศาสนาใหม่ที่มาสร้างความแตกต่างมากขึ้น
การมีอัตลักษณ์เป็นของตนเองในศาสนาต่าง ๆ และสิทธิเสรีภาพในการคิดต่างที่มนุษย์ทุกคนมี ทำให้การรวมกันเป็นหนึ่งเดียวทางศาสนาเป็นสิ่งที่ยากเกินกว่าจะทำได้ และถึงแม้ว่าศาสนาต่าง ๆ จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ก็ไม่มีใครรับประกันได้ว่าความขัดแย้งระหว่างมนุษย์จะจบสิ้นลง ทั้งนี้ก็เพราะว่าศาสนามิใช่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เกิดความแตกแยก อีกทั้งตัวของศาสนาเองก็ไม่ใช่สาเหตุที่ก่อให้เกิดความแตกแยกเสียด้วยซ้ำ แต่เป็นการยึดติดกับอัตตาของมนุษย์มากกว่า โดยจะเห็นได้จากการที่คนศาสนาเดียวกันเอง หรือแม้แต่เชื้อชาติเดียวกัน แต่บางครั้งก็เกิดข้อพิพาทกันจนนำไปสู่การทำลายล้างที่นำไปสู่ความสูญเสียที่ประเมินค่ามิได้ การสร้างสันติภาพนั้นไม่จำเป็นจะต้องมาจากการก่อตั้งศาสนา ลัทธิใหม่ หรือการลบล้างศาสนาให้หมดสิ้นไป แต่มันควรจะมาจากการสร้างความเข้าอกเข้าใจกันทางศาสนา การสร้างความรู้สึกให้อภัยและผ่อนปรนทางศาสนา และการเคารพในความแตกต่างของผู้อื่น และนอกจากนี้ยังมีนักปราชญ์บางท่านได้เสนอแนะวิธีการสร้างสันติภาพไว้โดยการที่ให้คนทุกคนสละละทิ้งสิ่งที่กระพี้และพยายามเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาที่ตนนับถือ เพราะว่าเมื่อใดที่มนุษย์เข้าถึงอันติมะสัจจะในศาสนาของตนได้ ความขัดแย้งและความแตกแยกระหว่างศาสนาต่าง ๆ ก็จะสิ้นสุดลง  
อนาคตของศาสนา
          ในยุคโลกาภิวัฒน์ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ศาสนาต้องเผชิญหน้ากับการท้าทายจากลัทธิวัตถุนิยม (materialism) ความทันสมัย (modernity) และกระแสโลกิยนิยม (secularization) คำถามหนึ่งที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นประเด็นถกเถียงก็คือ อนาคตของศาสนาจะเป็นเช่นไร ศาสนาจะสามารถดำรงอยู่ท่ามกลางกระแสแห่งการท้าทายนี้ได้หรือไม่ ?
            จะอย่างไรก็ดี ผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ถึงแม้โลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะพัฒนาก้าวหน้าไปมากแค่ไหน สถาบันศาสนาก็จะยังคงอยู่คู่กับสังคม นั่นก็เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีศาสนา ดังนั้นสังคมมนุษย์กับศาสนาจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ศาสนาก็ต้องมีการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยเพื่อความอยู่รอด ต้องมีการปฏิรูปและปรับปรุงเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของมนุษย์ทั้งทางด้านจิตใจและวัตถุอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งนี้ก็เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่มีส่วนประกอบทั้งทางด้านสสารและวิญญาณ ดังนั้นศาสนาที่จะอยู่รอดในอนาคตก็จะต้องเป็นศาสนาที่สามารถตอบสนองแก่ทั้งสองมิติของมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังต้องสามารถที่จะให้คำตอบแก่ปัญหาใหม่ ๆ ของยุคสมัยได้อย่างสมเหตุสมผล มิใช่เพียงจะใช้ศรัทธาเป็นเครื่องมือตอบคำถามเพียงอย่างเดียว
        สิ่งหนึ่งที่น่าจับตามองก็คือ ในอนาคตความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับผู้นิยมแนวคิดแบบโลกิยวิสัย (secularism) จะดำเนินไปสู่ทิศทางใด จะดำเนินไปสู่ความขัดแย้งในระดับที่ไม่สามารถหันหน้าเข้าหากันได้ หรือจะดำเนินไปสู่ความประนีประนอมระหว่างกัน โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มจารีตนิยม (fundamentalist) หันมาใช้ความรุนแรงเพื่อต่อต้านพวกโลกิยนิยม ในขณะที่พวกโลกิยนิยมก็ออกมาประท้วงเรียกร้องสิทธิทางโลกย์ของพวกเขามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการทำแท้ง รักร่วมเพศ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่ขัดแย้งกับหลักคำสอนทางศาสนาทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม อนาคตที่เป็นสิ่งยากแก่การพยากรณ์ เพราะมันขึ้นอยู่กับปัจจัยและองค์ประกอบทางกาลเวลา รวมถึงบริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย สิ่งที่เราทำได้ก็คงจะมีแต่การเฝ้าสังเกตการณ์ต่อไปว่าศาสนาในอนาคตกาลจะดำเนินไปสู่ทิศทางใด จะดำเนินไปสู่ความตกต่ำท่ามกลางความรุ่งเรืองของโลกทัศน์แบบโลกิยวิสัย หรือจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่จะดำเนินไปสู่ความรุ่งโรจน์ในขณะที่โลกิยนิยมต้องพบกับความตกต่ำและสูญสลายไปในที่สุด ?

ยุทธวิธีการเผยแผ่ศาสนาของพระสงฆ์

          จากข้อมูลที่ได้เสนอมา เป็นการบอกสภาพสังคมยุคใหม่ แรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่ของมนุษย์ในสังคมยุคใหม่ คือ ลัทธิวัตถุนิยม (materialism) ความทันสมัย (modernity) และกระแสโลกิยนิยม (secularization)  ขณะที่ศาสนจักรรังรักษาแนวคิดแบบจารีตนิยม (fundamentalism) พระสงฆ์คงต้องปรับยุทธศาสตร์จากการเผยแผ่แบบเชิงรับ(Passive ) มาเป็นเชิงรุก ดังบทความในรายงานวิจัยเรื่อง “ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก”( STRATEGIES FOR PROACTIVE BUDDHISM PROPAGTION) โดย กรกต ชาบัณฑิต, เกษมชาติ นเรศเสนีย์, ภิศักดิ์ กัลยาณมิตร [4] โดยแบ่ง ยุทธวิธีการเผยแผ่ศาสนาออกเป็นรูปแบบตามเป้าหมายแต่ละยุค ดังนี้  

1. การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอดีต มีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ เพื่อประโยชน์สุขแก่เวไนยสัตว์ทั้งหลาย และเพื่อให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้บรรลุมรรค ผลและนิพพาน สำหรับรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอดีตนั้น มีทั้งเชิงรับและเชิงรุก ส่วนวิธีการเผยแผ่ของพระพุทธองค์ทรงมีพุทธวิธีการเผยแผ่หลายแบบ ซึ่งพระองค์ทรงประยุกต์วิธีการเผยแผ่ให้เข้ากับบุคคล สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งรูปแบบและวิธีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอดีตล้วนมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จทั้งสิ้น

2. การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในปัจจุบัน มีเป้าหมายการเผยแผ่เพื่อมุ่งเน้นให้พุทธศาสนิกชนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง และสามารถนำไปปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น สำหรับรูปแบบการเผยแผ่นั้นในปัจจุบันเป็นแบบเชิงรุกมากกว่าเชิงรับ ส่วนวิธีการเผยแผ่นั้นขึ้นอยู่กับความสามารถและเชี่ยวชาญของผู้เผยแผ่ ซึ่งมีวิธีการเทศนาธรรมปาฐกถาธรรม อภิปรายธรรม สนทนาธรรม การสอนกรรมฐาน และการสอนแบบประยุกต์ ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกของพระสงฆ์ไทย มีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ

      (1) ด้านการศึกษา เป็นการศึกษาเรื่องไตรสิกขา

      (2) ด้านศาสนาคือ การเรียนรู้ และเข้าใจศาสนพิธีต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา และ

      (3) ด้านวัฒนธรรม คือ การตระหนักถึงคุณค่าทางประเพณีและวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา สำหรับรูปแบบและวิธีการเผยแผ่พระศาสนานั้นต้องเป็นแบบเชิงรุกโดยผู้เผยแผ่พระศาสนา แต่ละท่านต้องประยุกต์ความถนัดของตนให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

3. ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุก เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กล่าวมา พระสงฆ์ควรมียุทธศาสตร์การเผยแผ่ศาสนาแบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ

1) ยุทธศาสตร์การสร้างเครือข่าย โดยใช้ความร่วมมือจากทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง

2) ยุทธศาสตร์การขยายพลัง โดยสนธิความสามารถของกลุ่มศาสนิกชนต่างๆ ให้เกิดพลัง

3) ยุทธศาสตร์การปลูกฝังศรัทธา กระทำโดยพัฒนาแบบการปฏิบัติในการเข้าถึงหลักธรรมอย่างถูกต้อง

4) ยุทธศาสตร์การแสวงหาความหลุดพ้นกระทำโดยมุ่งเน้นปฏิบัติต่อกลุ่มพุทธศาสนิกชนที่เหมาะสม เพื่อการหลุดพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติของคณะสงฆ์ เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกต่อไป

สรุป

นักเผยแผ่ศาสนา ควรเตรียมตัวเองให้พร้อมในเรื่องต่อไปนี้

1.    มีความรู้ลุ่มลึกในหลักคำสอนทางศาสนา เป็นพหูสุตร

2.    มีความรู้บริบททางสังคมและวัฒนธรรมที่ตนเองต้องเข้าไปปฏิบัติศาสนกิจ

3.    มีความสามารถใช้ภาษาร่วมสมัยในการสื่อสารกับสังคมยุคโลกาภิวัตน์

4.    มีมนุษย์สัมพันธ์ดี ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้

5.    เป็นผู้ประพฤติและดำรงตนเหมาะสมกับสมณภาวะ

6.    สามารถใช้สื่อที่หลากหลาย มีช่องทางที่หลายในการเผยแผ่ ทั้งเชิงรับและเชิงรุก

7.    ปรับปรุงตนเองให้มีความรู้ก้าวทันต่อความรู้และเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่เสมอ

 

บรรณานุกรม

จำนงค์ อดิวัฒนสิทธิ์. สังคมวิทยาศาสนา. กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา, 2525.
ณรงค์ เส็งประชา. มนุษย์กับสังคมกรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2530.
บุญสนอง บุณโยทยาน. มนุษย์กับสังคมกรุงเทพฯ : คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2518.
พระไพศาล วิสาโล. พลวัตของศาสนาในยุคโลกาภิวัฒน์  <
สันติ ตั้งรพีพากร (ผู้แปล) จอห์น ไนซ์บิต (เขียน). อภิแนวโน้มโลกกรุงเทพฯ : โกลเบิ้ล เบรน, 2534.
แสง จันทร์งาม. ศาสนศาสตร์. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2531.
Crawford Robert. What is Religion. London : Routledge, 2002.
Tiwari Kedar Nath. Comparative Religion. Delhi : Motilal Banarsidass, 1983.
http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/worldview_of_the_modern_age/01.html
http://aldoraji.blogspot.com/2011/01/globalization-auguste-comte-positivism.html
http://www.tci-thaijo.org/index.php/JournalGradVRU/article/view/31385





[1] พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์, เอกสารประกอบการบรรยาย ที่ วิทยาลัยสงฆ์ลำพูน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
 25 กุมภาพันธ์ 2559 .
[2] http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-3/worldview_of_the_modern_age/01.html
[3] http://aldoraji.blogspot.com/2011/01/globalization-auguste-comte-positivism.html
[4] http://www.tci-thaijo.org/index.php/JournalGradVRU/article/view/31385

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2559

รากฐานแห่งสันติภาพ (เมตตาบารมี)

รากฐานแห่งสันติภาพ (เมตตาบารมี) เขียนไว้แต่ปี 2542 ยังทันสมัยอยู่

เมื่อประมาณ 10 หรือ 15 ปีก่อนหน้านี้ ความไวของข้อมูลข่าวสารช้ามาก เหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอีกซีกโลกหนึ่ง กว่าจะมาถึงผู้บริโภคข่าว เป็นเวลาแรมอาทิตย์ หรือหลายอาทิตย์ แต่ส่วนมากจะเป็นข่าวลือเสียมากกว่า หรือไม่ก็กระพือจนข่าวจริงมีนิดเดียว ขยายออกไปขนาดวัดไม่ได้ และผลกระทบจากข่าวสาร ของอีกซีกโลกหนึ่งดูจะไม่ค่อยกระทบต่อ วิธีชีวิตของอีกซีกโลกหนึ่งมากนัก
แต่ปัจจุบัน ยุคไอทีแสงใยแก้ว อินเตอร์เน็ตไร้สาย  ช่องทางสื่อสารฉับไว  ผ่านดาวเทียม เหตุการณ์ใดเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นจุดใดของเปลือกโลก ผู้คนทั่วโลกสามารถรับรู้ได้ในเวลาเดียวกัน เสมือนอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งภาษาทางคอมพิวเตอร์เขาว่าเป็น Real Time (เวลาจริง) และเพราะเจ้าข้อมูลข่าวสารมาถึงผู้บริโภคทันกับเหตุการณ์จริง จึงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและการใช้ชีวิตอย่างมาก
ผมพูดเสียยืดยาว เพราะความไวต่อการกระจายข่าวสารมีอิทธิพลต่อประชากรโลกอย่างยิ่ง ผมมี T.V. เครื่องหนึ่ง รับสัญญาณจากดาวเทียมได้ 2,3 ดวง แต่นี่ก็เพียงพอที่ผมจะเห็นเหตุการณ์ที่เกิด ณ ขณะนั้นๆ โดยไม่ต้องรอรายงานสกู๊ฟข่าว
เห็นพี่น้องชาวตะวันออกกลาง ทะเลาะกันทุกวัน.. ชาวอินโดนีเซีย ทำร้ายชาวจีนในประเทศตน เห็นการเข่นฆ่าชาวโคโซโว ชาวทมิฬ เข้าไปล้างชาวสิงหล และอีกสารพัดแห่งความขัดแย้ง
ความขัดแย้งเป็นบ่อเกิดแห่งการทะเลาะ ทำลายล้างเป็นสาเหตุแห่งการต่อสู้ และสงคราม ทั้งที่เป็นมาที่มาของน้ำตา ความสูญเสีย และความไม่สงบ แถมข่าวแบบเรียลไทม์ ยังตอกย้ำความขัดแย้งและการสูญเสียอีก ก่อให้เกิดความเกลียดชังในใจของมนุษย์อยู่ตลอดเวลา
ตามหลักของพระพุทธศาสนา สรรพสิ่งทั้งหลายต่างอิงอาศัยกันและกัน อย่างหนึ่งเป็นสาเหตุ อีกอย่างหนึ่งเป็นผล สาเหตุเดียวอาจก่อให้เกิดผลทั้งทางตรง และทางอ้อมมากมาย แผ่กระจายภูมิภาคหนึ่งไปสู่ภูมิภาคหนึ่งอย่างลูกคลื่นเหนือน่านน้ำ
สิ่งที่เห็นชัดที่สุด เช่นเมื่อเกิดสงครามอ่าวเปอร์เเซีย ทำให้น้ำมันโลกมีราคาสูงเพราะการขาดแคลนเนื่องจากสงคราม ข้าวของเครื่องอุปโภค บริโภคของเราก็ถีบตัวสูงขึ้น เพราะต้นทุนการผลิตสูง ต้องขายแพง ค่าครองชีพของเราก็ต้องสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว รายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายเท่าตัว นี่คือ ภัยทางเศรษฐกิจ อันเกิดมาจาก สงครามข่าว
ใกล้ตัวเรามาหน่อย เรื่องการเมืองเมื่ออินโดนีเซีย ประท้วงไล่ซูฮาโต หรือมหาเธร์ จับคู่แข่งทางการเมืองใช่ว่า บ้านเราเมืองเราจะนอนดู เพื่อนบ้านถูกไฟไหม้หรือย่าง เขมร 4 ฝ่ายกลำลัง เขม็งเกรียวไฟ แห่งความรุนแรงเพราะไม่มีใครยอมใคร ถล่มอาวุธใส่กันรายวัน
ประเทศไทยยังจะยืนยิ้มดูเสือกัดกันอย่างเบิกบานกระนั้นหรือ เราจะเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคนี้ ที่สามารถนอนตาหลับในขณะ ไฟไหม้บ้านรอบ ๆ ได้หรือ?
ครับ.. นี่คือ ผลพวกของกระแสโลกาวิวัตน์ เราต้องช่วยกันรับผิดชอบ แก้ปัญหาไม่มากก็น้อย
 ทางแก้มิใช่การออกกฎหมาย หรือ การทำซัมมิท (Summit) ประชุมสุดยอดผู้นำ ณ ประเทศใดประเทศหนึ่ง เพราะนั่นคือ การแก้เพียงปลายเหตุ แถมบางทีแก้ไม่ถูกจุด เกาไม่ถูกที่คัน ต้องสาวหาต้นเหตุหรือต้นตอปัญหาให้ได้
ความเกลียด ความโกรธแค้น อาฆาตพยาบาท จองเวร สงครามเอาเปรียบ การดูถูกเหยียดหยามกันของคนในโลกนี้ พระพุทธเจ้าชี้เหตุไปเลยว่า เกิดจากการขาดความเมตตาไม่มีน้ำใจรักใคร่ ในเพื่อนมนุษย์ร่วมโลก
ผู้ที่เกลียดชังเพื่อนมนุษย์ ไม่รักเพื่อนมนุษย์ คือผู้ที่เกลียดตัวเองไม่รักตัวเอง การทำใจให้รักเพื่อนมนุษย์ เป็นสิ่งที่ทำยากแต่หากทำได้จริงๆ จะเป็นการแก้สาเหตุของปัญหาได้ตรงจุด แก้ถูกปมของความยุ่งเหยิงขัดแย้ง เป็นที่มาของ สันติสุข และสันติภาพ
ความรักที่เป็นที่มาของสันติสุข คือ เมตตาบารมี

ปลูกเมตตาให้มากเท่าใด โลกก็จะสงบสุขเท่านั้น
พระท่านว่า  เมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลกให้ดำรงอยู่
อย่างไรเสีย โลกใบนี้ เราคงยังต้องอยู่ร่วมกัน เพราะโลกอื่นนักวิทยาศาสตร์ยังค้นไม่พบที่จะแยกย้ายกันไปอยู่

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2559

บทคัดย่อ รายงานวิจัย กิจกรรมการถ่ายทอดศิลปะและวัฒนธรรมภูมิปัญญาล้านนาสู่สังคม โดยผู้ทรงภูมิปัญญาท้องถิ่น ปี 2556



รายงานการวิจัย


กิจกรรมการถ่ายทอดศิลปะและวัฒนธรรมภูมิปัญญาล้านนาสู่สังคม
โดยผู้ทรงภูมิปัญญาท้องถิ่น
The imparting and teaching of Art and Culture,
In the tradition of Lan Na Wisdom to Society
by Local scholars



โดย



อาจารย์ ดร. พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ และคณะ

สถาบันวิจัยสังคม  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่



ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ
รายงานการวิจัย
ปีงบประมาณ 2556


กิจกรรมการถ่ายทอดศิลปะและวัฒนธรรมภูมิปัญญาล้านนาสู่สังคม
โดยผู้ทรงภูมิปัญญาท้องถิ่น
The imparting and teaching of Art and Culture,
In the tradition of Lan Na Wisdom to Society
by Local scholars



          หัวหน้าโครงการวิจัย

อาจารย์ ดร. พิสิฏฐ์  โคตรสุโพธิ์                          รับผิดชอบ   50 %


          นักวิจัย

1. รองศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ ศรีวิชัยลำพันธ์           รับผิดชอบ   25 %
2. รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพงษ์ แสง-ชูโต              รับผิดชอบ   25 %
               
ผู้ช่วยนักวิจัย

นายชนินทร์ เขียวสนุก









บทคัดย่อ

                   โครงการวิจัยเรื่อง “กิจกรรมการถ่ายทอดศิลปะและวัฒนธรรมภูมิปัญญาล้านนาสู่สังคมโดยผู้ทรงภูมิปัญญาท้องถิ่น” นี้ กำหนดวัตถุประสงค์ ไว้ 3 ข้อ คือ (1) เพื่อวิเคราะห์และคัดเลือก
ภูมิปัญญาล้านนาที่ได้จัดระบบหมวดหมู่ไว้ทำการวิจัยเพื่อเป็นฐานความรู้
(Impact Research) แสวงหาวิธีการและกระบวนการที่เหมาะสมอันจะสามารถต่อยอดองค์ความรู้และประยุกต์ใช้ในสังคมและวัฒนธรรมล้านนาปัจจุบันผ่านปราชญ์อาวุโสล้านนา (2) เพื่อค้นหาปัจจัยที่เอื้อต่อกระบวนการบูรณาการ การนำภูมิปัญญามรดกล้านนาคืนสู่ถิ่นกำเนิด ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ ถ่ายทอดโดยปราชญ์ผู้สูงวัยในท้องถิ่นสู่เยาวชนในสถานศึกษาและท้องถิ่น และ (3) เพื่อสร้างและเชื่อมเครือข่ายด้านล้านนาคดีศึกษา ที่อยู่ในท้องถิ่นกำเนิดของภูมิปัญญาล้านนา ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น การสัมมนา การฝึกอบรม
เพื่อการสืบสาน อนุรักษ์และถ่ายทอดความรู้ด้านการอ่านวรรณกรรมอักษรโบราณล้านนาและกระตุ้นการทำวิจัยเรื่องที่จะเป็นผลประโยชน์ต่อสังคมล้านนาในสถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งสถาบันศาสนาในล้านนา ใช้ระเบียบวิธีวิจัย เชิงคุณภาพ(วิจัยเอกสาร) ผสมด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม และการประชุมกลุ่มกิจกรรมการถ่ายทอด 4 กลุ่ม ใน 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา และเชียงราย ผลการวิจัยพบว่า
                   ด้านการคัดเลือกภูมิปัญญาล้านนาที่ได้จัดระบบหมวดหมู่ไว้ทำการวิจัยเพื่อเป็นฐานความรู้นั้น ได้คัดเลือกภูมิปัญญาออกมาได้จำนวน 50 เรื่อง จำแนกตามหมวดได้ ดังนี้ หมวดพระพุทธศาสนา 32 เรื่อง หมวดโหราศาสตร์ 1 เรื่อง หมวดลัทธิพิธีกรรม 4 เรื่อง หมวดไสยศาสตร์ 2 เรื่อง และ
หมวดปกิณกะ
11 เรื่อง มาทำการปริวรรต ทำบทคัดย่อ และเรียบเรียงด้วยภาษาปัจจุบัน ส่วนการแสวงหาวิธีการและกระบวนการที่เหมาะสมในการต่อยอดองค์ความรู้และประยุกต์ใช้ในสังคมและวัฒนธรรมล้านนาปัจจุบันนั้น ได้คัดเลือกปราชญ์ท้องถิ่นใน 4 จังหวัดๆ ละ 1 แห่ง โดยมอบหมายให้ปราชญ์ท้องถิ่นนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดแก่เยาวชนและสังคมดังที่กล่าวมา
                   ด้านปัจจัยที่เอื้อต่อกิจกรรมการถ่ายทอดพบว่า (1) ผู้ถ่ายทอดความรู้/ปราชญ์ท้องถิ่น
ได้คณะปราชญ์ล้านนาผู้ที่มีความตระหนักรู้ และมีผู้สูงอายุที่เชี่ยวชาญอักษรล้านนาในพื้นที่ซึ่งปรารถนาที่จะถ่ายทอดมรดกล้านนา และทำโครงการสืบสานมรดกล้านนาในแต่ละจังหวัด
(
2) ผู้เข้าร่วมกิจกรรม/ ผู้เรียน ได้มีผู้เรียนหลากกลุ่ม เช่น ประชาชน และนักเรียน มารับการถ่ายทอด (3) ความพร้อมของพื้นที่ ทุกพื้นที่ในโครงการมีความพร้อมสูง (4) นโยบายของท้องถิ่นเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนทั้งด้านกลยุทธ์และงบประมาณสนับสนุน  และ (5) การมีส่วนร่วมของชุมชนได้ชุมชนสถานศึกษาและโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ รวมทั้งเจ้าอาวาสและพระสงฆ์ในแต่ละจังหวัดให้การสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง





                   ด้านรูปแบบที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายทอดภูมิปัญญาล้านนานั้น มีรูปแบบการถ่ายทอดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งในรูปแบบของการจัดชั้นเรียน และการฝึกอบรมความรู้เป็นเรื่องๆ ด้วยการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 3 เดือน จากการสำรวจความพึงใจของผู้ถ่ายทอดและผู้รับการถ่ายทอดมีผลลัพธ์อยู่ในระดับมาก แสดงถึงความสำเร็จในการทำกิจกรรมเป็นที่น่าพอใจ 
                   ด้านการสร้างเครือข่ายล้านนาคดีศึกษาที่อยู่ในท้องถิ่นกำเนิดของภูมิปัญญาล้านนานั้นคณะผู้วิจัยได้ขยายเครือข่ายออกไปอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มบุคคล และกลุ่มสถาบัน ในต่างพื้นที่และประสานงานกับสถาบันการศึกษาที่มีภาระกิจในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นทำการศึกษาและถ่ายทอดภูมิปัญญา สร้างความร่วมมือในการทำวิจัยเพื่อสนองตอบความต้องการของชุมชน
โดยการจัดสัมมนาทางวิชาการ เวทีแห่งผู้เชี่ยวชาญขึ้นมาที่โรงแรมเชียงใหม่ฮิล
2000 เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เสวนาหาทางออก และวิธีการถ่ายทอด แก่กันและกัน นับเป็นการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง  สามารถร่วมมือกันผลักดันภารกิจด้านการอนุรักษ์และสืบสานมรดกล้านนาให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
โครงการวิจัยในรูปแบบนี้ คณะผู้วิจัยได้รับการสนับนุนจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ให้ทำวิจัยการต่อยอดอีกเพื่อพัฒนากิจกรรมโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมและรับผิดชอบ มีความรู้สึกเป็นเจ้าของ อันจะเป็นการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาล้านนาอย่างยั่งยืนสืบไป

Abstract

                   This research entitled the imparting and teaching of Art and Culture, In the tradition of Lan Na Wisdom to Society by Local scholars is designed 1) to analyze and select Lan Na wisdom embodied in Lan Na manuscripts in order to find a suitable method and process which can expand the horizon of such knowledge and apply it to the present Lan Na society through Lan Na learned elders, 2) to find out the factors beneficial to integrating the Lan Na local wisdom, and bring it back to the youths in local educational institutions as well as the locals through the community learned elderly, and 3) to build up the Lan Na studies networks and link them with activities such as seminars and training in order to perpetuate, conserve, and pass on a know-how to read the Lan Na  manuscripts, and encourage them to do research work on the items that will benefit Lan Na society as well as educational institutions, both governmental and private sectors, including Lan Na religious institutions. The study is a documentary research, based on in-depth interview, participant observation and focus group discussion in the four target provinces: Chiang Mai, Lamphun, Phayao and Chiang Rai.
Results of the study are as follows:
                   In selection of the Lan Na wisdom from the collection of manuscripts, fifty items were selected and categorized as the following: Buddhism, thirty-two items; Astrology, one item; Rites and rituals, four items; Magic, two items; and Miscellaneous, eleven items. These materials are then transliterated and rewritten in modern Thai language.  In order to find out a suitable method and process to make such wisdom practicable and applicable for the present Lan Na society and culture, four local learned persons in each province were selected to disseminate the aforesaid wisdom to the youths and society mentioned earlier.
                   As regards the factors conducive to the above-mentioned wisdom dissemination, it was found that (1) with regard to disseminators/Local learned persons, they consisted of local Lan Na learned persons and the elderly specialized in the Lan Na script, who were ambitious to propagate such Lan Na heritage in their community and locality, and wished to create a project for propagating the Lan Na heritage in each province, (2) as for participants/learners, they were from various groups, like community people, local school children, and Buddhist Sunday Schools; all were anxious to participate in learning activity, (3) as regards local preparedness, all area was well prepared for performance, (4) in view of local policy, the aforesaid activity was prioritized and given strategic and budgetary support, and  (5) with regard to community participation, a number of communities, public schools, and Buddhist Sunday Schools, including abbots and community of monks in each province all joined hands in supporting the activity. 
                   As regards an appropriate pattern for dissemination of the Lan Na wisdom, there was a diversity of operating patterns. They were characterized by learning in classroom, and specific training on particular subjects through continuous
three-month activity. 
From the survey of satisfaction of disseminators and recipients, it was rated at a high level, indicating the success of learning activity. 
                   In terms of Lan Na studies network build up in the birthplace of Lan Na local wisdom, the research team has extended it to two other groups, that is, the people and institutions in other areas, and coordinated with educational institutions that were responsible for promoting and maintaining local arts and cultures. It was aimed to study and disseminate the wisdom through cooperation in a research project in order to respond to community demands, for which academic seminar and expert forum were held at the Chiang Mai Hill 2000 so as to exchange experience and deliberative dialogue among the interested groups, resulting in creation of a strong network that would be able to push the task of conserving and perpetuating the Lan Na legacy in the same direction.

                   In order to execute the research project in this manner, the research team was given budgetary support by Chiang Mai University to make possible the further research to pop up research activity with community participation and responsibility to the extent that the community would have a sense of belonging, which is hoped to lead to conserving and perpetuating sustainably the Lan Na wisdom.   

วันพุธที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2558

การศึกษาในยุคจรวด

การศึกษาในยุคจรวด
พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์
ใครก็ตามที่คิดและตัดสินใจทำอะไรช้าๆ มักจะถูกตราหน้าว่า ไม่ทันสมัย เป็นคนโบร่ำโบราณ ขาดวิสัยทัศน์และการมองการณ์ไกล เป็นผู้ที่ไม่กล้าเสี่ยงต่อการตัดสินใจ เข้าลักษณะของคนโบราณที่สอนกันมาฝังหัวว่า ช้าๆได้พร้าเล่มงาม ถ้าคนดังกล่าวมาเกิดในยุคสมัยนี้ก็จะถูกแซงหน้าและพวกก็กันเอาไว้ด้านหลัง เพราะไม่สามารถเป็นผู้นำที่ทันการณ์ ทันเวลา ตามยุคจรวด
ถามว่า การทำอะไรช้าๆ ไม่ดีเลยหรือ และ การทำอะไรที่รวดเร็วว่องไว ดีไปหมดหรือ ?
เป็นคำถามที่ท้าทายนักคิดนักวิจารณ์ทั้งหลายว่า จะเลือกข้างเชียร์ฝ่ายใด เมื่อเลือกข้างเชียร์แล้ว แน่นอน เหตุผลของแต่ละท่านที่สนับสนุนความคิดตนย่อมเป็นคำตอบที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งนี้ เราต้องมาดูภาพรวมกันหละ
ภาษิตไทยที่ว่า “ช้าๆได้พร้าเล่มงาม” นั้น ผมคิดเอาเองว่า คนแต่ก่อนเป็นคนช่างสังเกต การประดิษฐ์เครื่องมือหรือเครื่องทุนแรงของตน โดยเอาการตีมีดตีพร้าเป็นกรณีศึกษา การตีมีดพร้า นายช่างตีมีดพร้าย่อมเลือกวัตถุดิบอย่างดีมาตี เหล็กต้องกล้าและมีความเหนียว คุณสมบัติแค่เหล็กกล้าอย่างเดียว แน่นอน ย่อมแกร่ง และมีความคม แต่สิ่งใดที่กล้าแกร่ง ก็ย่อมเปราะ ไม่ยืดหยุ่น บิ่น แตกหักง่าย หรือ เหล็กมีความเหนี่ยวอย่างเดียวก็อ่อน ไม่คมกล้า คนโบราณจึงเอาเหล็กทั้งสองชนิดมาตีเข้าด้วยกัน ต้องตีให้เข้าอย่างกันได้สนิทเป็นเนื้อเดียว กว่าจะได้เนื้อเดียวทั้งแผ่นเหล็ก ต้องใช้เวลานาน ใช้ความมานะอดทน วิริยะอุตสาหะอย่างยิ่ง การตีเหล็กจะเร่งตีให้เสร็จๆไปก็ไม่ได้ ต้องค่อยตีไป พิเคราะห์ไป ทดสอบความเหนียวกับความกล้าไปด้วยกัน
เทคโนโลยีปัจจุบัน จะเอาเหล็กที่มีคุณสมบัติสองชนิดไปหลอมรวมกันด้วยความร้อนและหล่อแบบ ออกมาเป็นมีดเป็นพร้า ให้มีคุณสมบัติเหมือนเหล็กตี จะ ได้หรือไม่ ก็ยังขาดความรู้และไม่แน่ใจว่า  จะทำได้หรือไม่ หากทำได้ ก็คงเป็นมีดพร้าเหล็กหล่อ มิใช่มีดพร้าจากกระบวนการตี   ที่ผ่านกระบวนการขึ้นรูป ตบแต่ง ค่อยดัด อย่างช้าๆ ใจเย็นๆ สุดท้ายก็จะได้พร้าเล่มงาม ที่มีคุณภาพทั้งความเหนียวและความคมกล้าด้วยกัน การตีมีดพร้าแต่ละดวงจึงต้องพิถีพิถัน สุดท้าย ช้าๆได้พร้าเล่มงาม ใช้ไปจนกุดก็ยังมีคุณค่า ฝนเกือบหมดเล่ม ความคมก็ยังมีอยู่
มองย้อนมาที่สถานการณ์ทางการศึกษาบ้านเรา เดี๋ยวนี้ เป็นยุคจรวด อะไรๆก็ต้องการความฉับไวเป็นที่ตั้ง เช่น มีคนที่ต้องการเร่งผลิตบัณฑิตออกมาชนิดตามกระแสตลาด เข้าโปรแกรมเร่งด่วน เรียนแบบกวดวิชา หลักสูตรระยะสั้น หายหน้าไปแค่ปีเดียวจบปริญญามาแล้ว  จึงไม่ค่อยแน่ใจคุณภาพของการเร่งผลิตบัณฑิตแบบนี้ออกมาตามกระแสตลาด  ความรู้มิใช่สิ่งสำเร็จรูปที่จะยัดเยียด บรรจุใส่สมองให้กันได้ ทว่า องค์ความรู้เป็นเรื่องต้องค่อยก่อ ค่อยสาน ค่อยฝึกฝนอบรม เพาะบ่ม ตามลำดับ  ความแก่กล้าทางสติปัญญาจึงจะเกิด จบเป็นบัณฑิตและมีความพร้อมทั้งคุณวุฒิภูมิรู้ และวุฒิภาวะรับผิดชอบ แต่การคอยเติมเต็มเขาให้เกิดวุฒิภาวะนั้น ก็ยังเป็นเรื่องยากสักหน่อย
อยากแสดงความเห็นว่า ไหน ๆ ประเทศไทยทำการปฏิรูปการศึกษา ไม่น่าจะเพียงแค่ต้องการเร่งแข่งขันผลิตบัณฑิต  นับใบปริญญามาจัดระดับอวดกันว่า ใครผลิตได้ไวและมรจำนวนมากกว่า ทำนองแมสโปรดักซ์ จึงไม่น่าจะเป็นคำตอบที่คนในสังคมต้องการ
จรวดไปได้ไวและไกลก็จริงอยู่ แต่สิ่งที่เป็นต้นทุนก็คือ ทุนการผลิตจรวด เชื้อเพลิงจรวดที่แพงกว่าน้ำมันเตา นั่นหละ  เทียบกับธุรกิจการศึกษาเชิงพาณิชย์ ใครต้องการไวก็ต้องลงทุนสูงเป็นธรรมดา
นี่มนุษย์นะ ไม่ใช่วัสดุที่จะนำไปหลอมเร่งปฏิกิริยาทางคุณภาพได้อย่างทันอกทันใจ
เราปฏิรูปผิดทาง หรือผิดวิธีหรือเปล่าครับท่านผู้รู้ทั้งหลาย
ทางออกจากลู่วิ่งแข่งขัน ธุรกิจการศึกษา ที่สุกเอาเผากิน เร่งให้จบตามหลักสูตร หรือไวกว่าหลักสูตร ด้วยการเทียบโอนนั่นนี้  จะมีไหมหนอ

ลงใน เส้นทางเศรษฐกิจ / พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ 18 มีนาคม 2545

วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บวชป่ากับการแก้ปัญหาหมอกควัน

บวชป่ากับการแก้ปัญหาหมอกควัน
พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์
ภาควิชาปรัชญาและศาสนาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

            ทุกปีในฤดูร้อน จังหวัดในภาคเหนือที่สภาพภูมิศาสตร์เป็นภูเขาและป่าไม้ ประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่มีอาชีพการเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะพืชไร่   ด้วยความเคยชินกับการเตรียมพื้นที่เพื่อทำการเกษตร ประกอบกับพื้นป่าในหน้าแล้งเป็นช่วงฤดูการผลัดใบของต้นไม้ ใบไม้แห้งที่หล่นทับถมในทุกส่วนของผืนป่า  เมื่อมีการเผาเพื่อทำไร่ หรือเผาซังข้าวในนา ต่างคนต่างเผา ควบคุมไม่ได้ เกิดไฟลุกลามขยายไหม้เข้าไปในผืนป่า ลามลึกเข้าไปถึงบนดอย ควันที่เกิดจากการเผาไหม้ที่สะสมกันทั่วทุกพื้นที่ ก่อให้เกิดปัญหาหมอกควัน มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อย่างมาก ประชาชนเจ็บป่วยเพราะสภาวะอากาศเป็นพิษ  ทัศนวิสัยแย่ บนท้องฟ้า อากาศถูกปกคลุมด้วยหมอกควันจนมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ นี้คือปัญหาซ้ำซาก เกิดขึ้นทุกปี เป็นวิกฤติที่ปัจเจกชน หรือ องค์กรเดียวจะเข้ามาแก้ไขได้ยาก  ต้องระคมความคิดจากหลายฝ่ายเข้าช่วยกันแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ หลากหลายวิธีการ และหนึ่งในวิธีการนั้น ได้แก่ “การบวชป่า”
          การบวชเป็นพิธีกรรมทางศาสนาเพื่ออภิเษกสามัญชนเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา เมื่อเป็นคนศักดิ์สิทธิ์ การที่คนสามัญจะเจ้าไปเกี่ยวข้องหรือมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บวช ต้องมีท่าทีเคารพ ยำเกรง ยกย่องให้เกียรติ  ทั้งไม่ไปแสวงหาผลประโยชน์จากผู้บวช มีแต่จะให้การอุปถัมภ์บำรุงให้เจริญ เพื่อเป็นที่พึงทางจิตวิญญาณ
เมื่อการบวชเป็นพิธีกรรมที่กระทำต่อบุคคล แล้วเหตุใดจึงขยายไปสู่การบวชป่า เป็นทางออกของการแก้ปัญหาหมอกควัน ?
ย้อนไปเมื่อหลายปีมาแล้ว ในปี พ.ศ. 2523 เกิดกระแสการรับรู้และให้ความสำคัญเรื่อง ป่าชุมชนพระครูพิทักษ์นันทคุณ พระสงฆ์นักพัฒนา  จังหวัดน่าน ได้นำพิธีกรรมการบวชคน เข้ามาประยุกต์กับงานพิทักษ์ ป่าชุมชนบ้านกิ่วม่วง ที่ดำเนินการอยู่มาทำกิจกรรม บวชป่าและ “ถวายทานผ้าป่าต้นไม้ เรียกว่า “พิธีบวชป่า” เพื่อเป็นกุศโลบายในการพิทักษ์ป่า   พระครูพิทักษ์นันทคุณอธิบายใหม่ว่า บวชแปลว่า เว้นชั่ว บวชคน เพื่อให้คนที่บวชเว้นการทำความชั่วทำบาป  และ “การบวชป่า” เพื่อให้คนเว้นการตัดไม้ทำลายป่า นับเป็นครั้งแรกในจังหวัดน่าน หลังจากนั้น ก็ร่วมปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับป่าสงวนหมู่บ้าน มอบหมายให้กรรมการหมู่บ้านดูแล ป่าชุมชนบ้านกิ่วม่วงมาจนถึงปัจจุบัน กิจกรรมการบวชป่าได้สร้างกระแสการรักป่าขึ้นมา ผ่านไปไม่นานนัก ผลที่ได้กับชุมชน คือ ในหมู่บ้านมีน้ำกินน้ำใช้พอเพียง หน่อไม้ ผักหวาน อาหารป่าที่มีให้เก็บกินอย่างอุดมสมบูรณ์ ไม่มีไฟป่าเกิดขึ้นในพื้นที่ เพราะป่ามีความชุ่มชื้นร่มเย็น

แม้แนวคิดการบวชป่า เพื่อการพิทักษ์ป่า บำรุงรักษาป่า งดเว้นการเผาป่า ผืนป่าก็จะคืนความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติให้กับชุมชน ดังที่เกิดแก่ชุมชนบ้านกิ่วม่วง จังหวัดน่าน จะเป็นเพียงจุดเล็กน้อยก็ตาม แต่ถ้าทุกชุมชนเห็นความสำคัญของป่า งดการเผาป่าตามฤดูกาล เว้นการอาศัยประโยชน์จากป่าในทางทำลายดุจการยำเกรงต่อผู้บวช ขยายพื้นที่ให้กว้างออกไป ก็จะเป็นวิธีการแก้ปัญหาหมอกควันได้แน่นอน เพราะแก้ปัญหาได้ตรงจุด คือ งดการเผาอย่างสิ้นเชิง ถ้าใครเผาจะเป็นบาป มีผลเลวร้ายเหมือนกับการทำอันตรายต่อผู้บวชนั่นเอง...